การปฏิวัติเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ

ความคลาสสิกที่ไม่มีวันจางหาย
:::

2019 / สิงหาคม

บทความ‧เติ้งฮุ่ยฉุน รูปภาพ‧หลินเก๋อล คำแปล‧ธีระ หยาง


2014年3月,由高級男士訂製服專門店「高梧集」品牌經理石煌傑所登高一呼的「Suit Walk」活動,將台北街頭化身為伸展舞台,上百名男士以紳士裝起義遊行,打破了大眾對男士西裝刻板的想像。西裝或許是許多人認知的老派時尚,但經典不敗,近年隨著風潮再起,台灣西服訂製店林立也別具一格,悄悄撼動在地的穿搭文化。


เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.2014 คุณสือหวงเจี๋ย (石煌鄫) ผู้จัดการแบรนด์ “เกาอู๋จี๋”  (高梧集) ร้านตัดชุดสูทสำหรับสุภาพบุรุษชื่อดัง ได้ริเริ่มการจัดกิจกรรม Suit Walk ขึ้น โดยใช้ถนนหนทางของกรุงไทเปเป็นเหมือนแคตวอล์กสำหรับการเดินแฟชั่น ทำให้มีเหล่าบุรุษนับร้อยคนมาร่วมกันเดินขบวนไปตามท้องถนน ถือเป็นการเปลี่ยนภาพพจน์ในแบบเดิมๆ ที่ผู้คนทั่วไปมีต่อชุดสูทสำหรับผู้ชายไปอย่างสิ้นเชิง และในกิจกรรมที่จัดขึ้นในปี 2018 มีผู้ที่ชื่นชอบการใส่ชุดสูทมาเข้าร่วมมากกว่า 700 คน ชุดสูทจึงกลายเป็นเสมือนภาพทิวทัศน์ที่สั่งตัดเป็นพิเศษสำหรับฤดูใบไม้ผลิในไทเป

 

ในความรู้สึกของหลายๆ คน ชุดสูทอาจเป็นเพียงแฟชั่นเก่าแก่ แต่ก็เป็นความเก่าแก่ที่ไม่เคยล้าสมัย ในช่วงหลายปีหลังมา กระแสนิยมในการสวมใส่ชุดสูทเริ่มพัดหวนกลับมาอีกครั้ง ร้านตัดชุดสูทที่มีอยู่ทั่วไต้หวันจึงค่อยๆ กลับมากระตุ้นวัฒนธรรมในการสวมใส่ของแต่ละท้องถิ่นให้กลับมาอีกครั้ง

คุณเฉินโหรวจิ้น (陳柔縉) นักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ชื่อดังได้เล่าไว้ในหนังสือชื่อ “Taiwan’s First Experience with Western Culture” ที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวในช่วงต้นของยุคปีค.ศ.1910 โดยมีพ่อค้าชาในแถบต้าเต้าเฉิงของกรุงไทเป (แถบถนนตี๋ฮั่วเจียของกรุงไทเปในปัจจุบัน) เป็นผู้นำในการเริ่มตัดผมและเปลี่ยนการแต่งตัว ทำให้ประสบการณ์ในการสวมใส่ชุดสูทชุดแรก เกิดขึ้นบนถนนสายนี้นี่เอง ในปี 2015 คุณฟ่านโหลวต๋า (范樓達) จึงได้เปิดร้านสูทข่ายเอิน (凱恩洋服) ขึ้นที่ต้าเต้าเฉิง ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดของชุดสูทในไต้หวัน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุดสูทในพื้นที่เก่าแก่ และดึงภาพแห่งความรุ่งเรืองเมื่อครั้งอดีตให้กลับคืนมาอีกครั้ง

 

ร้านเก่าแก่ปรับเปลี่ยนรูปโฉม เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่

คุณฟ่านโหลวต๋า เดินทางจากเหมียวลี่มาไทเปตั้งแต่อายุ 16 ปี เพื่อไปเป็นลูกมือในร้านขายผ้า และได้ประกอบอาชีพค้าส่งผ้าผืนมา 38 ปีแล้ว จึงมีโอกาสได้เห็นความเฟื่องฟูของธุรกิจร้านตัดเสื้อที่เหล่าลูกค้าจะต้องเข้าคิวเพื่อรอการวัดตัว ทำให้การจำหน่ายผ้าผืนเป็นไปอย่างรวดเร็ว และได้สัมผัสกับยุคสมัยที่ตลาดเสื้อผ้าสั่งตัดได้รับผลกระทบจากเสื้อผ้าสำเร็จรูปอย่างหนักจนซบเซาลงเรื่อยๆ แต่คุณฟ่านโหลวต๋ายังมีความเชื่อมั่นในธุรกิจนี้ จึงได้ตัดสินใจซื้อกิจการของร้านสูทข่ายเอิน ด้วยความมั่นใจว่าธุรกิจรับตัดเสื้อยังคงมีตลาดอยู่ ขอเพียงมีการบริหารกิจการที่ดี

การปรับเปลี่ยนรูปโฉมของธุรกิจแบบดั้งเดิมจะต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติก่อน ช่างตัดเสื้อรุ่นเก่าจะนิยมใช้วิธีการตัดเย็บตามรูปแบบดั้งเดิม และจะเน้นย้ำแต่ความประณีตบรรจงของการตัดเย็บด้วยมือ โดยมิได้ทำความเข้าใจกับความต้องการของผู้บริโภค จึงทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับกระแสแห่งแฟชั่นยุคใหม่ได้ อาจารย์เจิ้งเป็นช่างเก่าแก่ที่ทำงานกับร้านข่ายเอินมาตั้งแต่แรก หลังจากที่คุณฟ่านโหลวต๋าซื้อแบรนด์ข่ายเอินมาแล้ว ก็ยังขอให้อาจารย์เจิ้งทำงานต่อไป และหลังจากผ่านการทำงานมาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี อาจารย์เจิ้งเล่าให้เราฟังว่า “เดี๋ยวนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการให้เสื้อผ้าที่ออกมา ดูดีมีสไตล์” โต๊ะทำงานของอาจารย์เจิ้งจะติดภาพของชุดสูทที่บรรดาลูกค้าสรรหามาให้อยู่เต็มไปหมด โดยขอเพียงได้เห็นภาพสักครั้ง อาจารย์เจิ้งก็จะสามารถตัดเสื้อออกมาได้ตามแบบเลยทีเดียว การที่ช่างเก่าแก่ประจำร้านสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับกระแสความนิยมในท้องตลาด เมื่อนำมาประกอบเข้ากับฝีมือตัดเย็บที่ผ่านการสะสมประสบการณ์มานานหลายสิบปี จึงกลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลให้ร้านข่ายเอินสามารถยืนอยู่ในตลาดเสื้อผ้าสั่งตัดได้อย่างมั่นคง

คุณฟ่านโหลวต๋าได้รับฉายาจากเหล่าชาวเน็ตในไต้หวันว่าเป็น “Lord of War แห่งวงการผ้าผืน” เป็นผู้ซึ่งครอบครองผ้าผืนที่มีมูลค่ามากกว่า 70 ล้านเหรียญไต้หวัน และเป็นผู้คัดหาผ้าหลากสีสันมานำเสนอให้กับลูกค้า ประกอบกับการรู้จักนำเอาโซเชียลมีเดียทั้ง FB และ IG มาใช้งานเป็นอย่างดี จึงทำให้ร้านสูทข่ายเอินสามารถดึงดูดลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นจำนวนมาก

ในตอนแรก คุณฟ่านโหลวต๋าได้กำหนดกลุ่มลูกค้าของร้านไว้ที่กลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป ก่อนจะพบว่าแม้ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อที่สามารถจับจ่ายสินค้าราคาสูงได้ แต่ก็กลับมาใช้บริการซ้ำน้อยมาก กลับเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เสียอีก ที่กล้าจะลงทุนให้กับตัวเอง ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของร้านข่ายเอินจึงมีอายุเฉลี่ยประมาณ 35 ปี และมีอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำสูงถึงร้อยละ 80 โดยมีลูกค้าหน้าใหม่มาใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 30 รายต่อเดือน แถมยังมีลูกค้าบางกลุ่มที่ใช้ร้านข่ายเอินเป็นสถานที่ในการนัดหมายกับเพื่อนๆ เพื่อมาพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชุดสูทและอุปกรณ์เสริมต่างๆ คุณคริส จู คือหนึ่งในลูกค้าประจำของร้านข่ายเอิน ซึ่งทำงานในธุรกิจร้านอาหารที่ต้องใช้ชุดสูทเป็นชุดทำงาน เขารู้สึกได้จากประสบการณ์ในการสวมใส่ของตัวเองว่า ชุดสูทที่สั่งตัดจะมีรูปทรงแนบไปตามลำตัวและถูกตัดแต่งตามทรวดทรงของรูปร่าง ยิ่งใช้ผ้าเนื้อดีในการตัดเย็บจะทำให้เมื่อสวมใส่แล้วดูดีมีสง่าราศี เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง และส่งผลให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในไต้หวันคนใส่สูทมักจะถูกมองว่าเป็นคนรุ่นเก่า หรือถูกล้อว่า “ไปกินเลี้ยงในงานแต่งงาน” หรือ “ไปดูตัว” ซึ่งคุณคริสเห็นว่า เกิดขึ้นจาก “ความไม่เข้าใจ“ เพราะแท้ที่จริงแล้ว พัฒนาการของชุดสูทได้มาถึงขั้นที่มีการนำเอาการแต่งกายในรูปแบบอื่นๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกันแล้ว จึงมิได้จำกัดอยู่แต่เพียงการสวมใส่เป็นชุดเท่านั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็มักจะนำเอาบางชิ้นของชุดสูทมาแต่งกายผสมผสานกับเสื้อผ้าตัวอื่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงสไตล์ของตัวเองในการแต่งกายในชีวิตประจำวัน

 

การถือกำเนิดของ Suit Walk

การทำให้เหล่าสุภาพบุรุษในไต้หวันสวมใส่ชุดสูทในชีวิตประจำวันถือเป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของคุณสือหวงเจี๋ย มีคนถามเกี่ยวกับการจัดงาน Suit Walk คุณสือตอบไปว่า “สิ่งที่ผมคิดคือ อยากให้ในอนาคตข้างหน้า ไม่จำเป็นต้องมี Suit Walk อีกต่อไป เพราะชุดสูทได้กลายมาเป็นเสื้อผ้าที่เหล่าสุภาพบุรุษสวมใส่ในชีวิตประจำวันไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมาจัดงานใหญ่โตเพื่อให้สวมชุดสูทออกมาเดินตามท้องถนนกันอีก”

ก่อนอายุ 30 ปี คุณสือหวงเจี๋ยทำงานขายของในห้างสรรพสินค้า ชุดสูทจึงเป็นเสมือนชุดทำงานของคุณสือ ด้วยความที่รูปร่างค่อนข้างเล็ก ทำให้ไม่สามารถหาเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีขนาดเหมาะสมในท้องตลาด ทำให้เริ่มหันมาให้ความสนใจการสั่งตัดเสื้อผ้า ก่อนจะพบว่า “การสั่งตัดเสื้อผ้าสักชุดต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนต่างๆ มากกว่าที่คิด” ตั้งแต่รูปแบบ เนื้อผ้า อุปกรณ์เสริม แต่ละขั้นตอนเป็นไปอย่างประณีตบรรจง และต้องใช้ความคิดเป็นอย่างมาก ต่อมา ด้วยความจำเป็นในหน้าที่การงาน ทำให้เขาต้องอ่านบทความของประเทศตะวันตกจำนวนไม่น้อยก่อนจะแปลเป็นภาษาจีนแล้วนำมาแบ่งปันกับมิตรสหายผ่านเว็บบล็อกส่วนตัวที่มีชื่อว่า  “Office Dandy Blog” จากนั้นในปี 2014 เขาจึงได้ริเริ่มการจัดกิจกรรม Suit Walk ขึ้น

คุณสือหวงเจี๋ยได้วิเคราะห์กลุ่มผู้ที่มาร่วมเดินในกิจกรรมว่า เป็นเพศชายที่ส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 35 ปี โดยกลุ่มอายุ 20-35 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ในด้านอาชีพนั้น จะเป็นผู้ประกอบอาชีพในธุรกิจด้าน ICT มากที่สุด “ถือเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับสภาวะทางธุรกิจของไต้หวันในปัจจุบัน และทำให้เราเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ถูกจำกัดเสรีภาพในการสวมใส่ในการทำงานไม่น้อย” ซึ่งคุณสือหวงเจี๋ยอธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะต้องการแก้ไขภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมีต่อชุดสูท จึงใช้คำว่า “ชุดสุภาพบุรุษ” มาแทนการเรียกว่าชุดสูทในแบบเดิม ยิ่งเมื่อพูดถึงรูปแบบและสไตล์แล้ว จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะสามารถนำมาสวมใส่กับเสื้อโปโล กางเกงยีนส์ รวมไปจนถึงรองเท้าผ้าใบ ทำให้ชุดสุภาพบุรุษไม่ได้ถูกตีกรอบให้อยู่ในวงจำเพาะเหมือนเดิม อันเป็นการส่งผลให้ความปรารถนาที่จะสวมใส่เสื้อผ้าดีๆ ไม่ถูกจำกัดวงเอาไว้อีกต่อไป

เมื่อพูดคุยกันถึงสไตล์การแต่งตัวแล้ว คุณสือหวงเจี๋ยได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจซึ่งมีต่อสังคมในปัจจุบันกับเราว่า เขาใช้เส้นแบ่งกลุ่มคนไว้สองช่วงเวลาคือ ช่วงที่อายุ 35 ปี และ 65 ปี โดยกลุ่มผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 35-65 ปี จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการแต่งกายของตัวเอง แต่กลุ่มผู้ชายที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และน้อยกว่า 35 ปีลงมา จะให้ความสำคัญกับการแต่งกายของตัวเองมาก ทั้งถูกต้องตามกาลเทศะและมีความเป็นตัวของตัวเอง โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการยกระดับของภาคอุตสาหกรรมในไต้หวันด้วย เพราะที่ผ่านมา เป็นยุคสมัยที่นักธุรกิจไต้หวันจะถือกระเป๋าเจมส์บอนด์เพียงใบเดียวเดินทางไปทำธุรกิจหรือเจรจาการค้าในที่ต่างๆ  ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการแต่งกายเป็นอย่างมาก “สิ่งสำคัญของการทำการค้ากับต่างประเทศคือการเจรจากับผู้คน แต่หลังจากที่อุตสาหกรรม ICT มีการพัฒนามากขึ้น การเจรจาของเราก็เปลี่ยนไปเจรจากับเครื่องแทนการพูดคุยกับคน ยิ่งเมื่อผ่านไปนานๆ เข้า ผู้คนก็จะลดความสำคัญของเรื่องนี้ลงเรื่อยๆ (การแต่งกาย)” ผู้ชายไต้หวันที่มีอายุระหว่าง 35-65 ปี จะเป็นกลุ่มที่เติบโตมาในยุคที่ไต้หวันปรับเปลี่ยนมาสู่ยุคแห่งการรับจ้างผลิตในอุตสาหกรรม ICT ทำให้ในทุกๆ วันจะนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้เวลาในการปฏิสันถารกับผู้อื่นจะน้อยลงเรื่อยๆ นานวันเข้าก็ไม่เห็นความสำคัญและไม่สนใจการแต่งกายของตัวเองอีกต่อไป

 

ทางเลือกในการสวมใส่หลังจากพิจารณาแล้ว

คุณสือหวงเจี๋ยมักจะพูดว่า “ชุดสุภาพบุรุษคือนามบัตรใบแรกที่คุณใช้บนโลก” เขาไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องสวมใส่ชุดสูท แต่ในความคิดของเขาแล้ว สิ่งสำคัญคือ “การเลือกหลังจากที่ได้ไตร่ตรองแล้ว” โดยหลังจากพิจารณาจากประสบการณ์ของตัวเองแล้ว ก็เลือกดูว่าเราจะสวมใส่อะไรไปพบเจอกับผู้อื่นที่อยู่บนโลกใบนี้

โดย “ชุดสูทแบบสั่งตัด ก็คือหนึ่งในขั้นตอนของการ “ถามตัวเอง” คุณคือคนแบบไหน? อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน? ใช้ชีวิตอย่างไร? “ ซึ่งคุณสือหวงเจี๋ยเห็นว่า “เราคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยเกินไป” กลุ่มคนอายุ 35-65 ปี ในไต้หวันถูกโรงเรียนจำกัดความคิดในเรื่องการแต่งกายในช่วงระหว่างเรียนหนังสือเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่ได้รับการฝึกฝนที่มากพอ ภายหลังจากที่ถอดเครื่องแบบออกไปแล้ว ในการทำงานก็ไม่มีรุ่นพี่ที่พอจะเลียนแบบได้ ทำให้กลายมาเป็นคนในยุคที่ขาดแคลนแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งกาย หากแต่คนในยุคที่แต่งตัวไม่ค่อยเป็นนี้ กลับเป็น
กลุ่มที่มีความสามารถในการจับจ่าย ซึ่งสามารถที่จะช่วยพลิกโฉมให้ธุรกิจเสื้อผ้าสั่งตัดกลับมาเฟื่องฟูได้อีกครั้ง เพราะฉะนั้นคุณสือหวงเจี๋ยจึงเห็นว่า “คนในยุคที่ว่านี้จำเป็นต้องถูกจับมาเขย่าแรงๆ ให้ตื่นตัวขึ้นมา”

“ร้านเกาอู๋จี๋” ที่คุณสือหวงเจี๋ยก่อตั้งขึ้น มีเป้าหมายที่จะนำเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่งให้กับลูกค้า คำว่า “เกาอู๋” มาจากหนังสือ “หรู่หลินไว่สื่อ”(儒林外史) ที่มีบันทึกไว้ว่า พญาหงส์เกาะอยู่บนยอดสูงของต้นอู๋ถง ในขณะที่เหล่าแมลงส่งเสียงร้องอยู่ในอาคารเล็กๆ ซึ่งเป็นคำอุปมาอุปไมยที่ใช้เปรียบเปรยว่า คนเรามีทางเลือกที่ไม่เหมือนกัน โดยพญาหงส์เป็นนกตัวผู้ที่ถือเป็นราชันแห่งมวลปักษา จะเกาะอยู่แต่เฉพาะบนยอดของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อย่างต้นอู๋ถงเท่านั้น ดังนั้น คำว่าเกาอู๋จี๋จึงหมายถึง “แหล่งชุมนุมของทางเลือกแห่งสินค้ามีระดับ สำหรับคุณผู้ชายทุกคน”

สินค้าที่ “เกาอู๋จี๋” นำเสนอ ไม่ได้เลิศหรูจนเกินควร หากแต่ยืนหยัดในความสมราคา โดยจะแนะนำให้คุณผู้ชายทั้งหลายเลือกใช้สายเอี๊ยมดึงกางเกง เพื่อใช้ดึงให้กางเกงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอยู่เสมอ อันจะทำให้เส้นสายของกางเกงดูแล้วสวยงามมากขึ้น นอกจากนี้ มารยาทในการสวมใส่ชุดสุภาพบุรุษคือต้องไม่ให้ผู้อื่นมองเห็นเนื้อของขา ดังนั้นความยาวของถุงเท้าจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถุงเท้ายาวที่สวมไปจนถึงเกือบใต้เข่าจะไม่หย่อนยานจนหล่นลงมาไม่น่าดู เนื่องจากถุงเท้าแบบฟรีไซส์ที่ใช้กันโดยทั่วไปถูกผลิตให้เหมาะกับคนส่วนใหญ่จึงทำให้เนื้อผ้าค่อนข้างหนา เพื่อรองรับแรงดึง ในร้านจึงจำหน่ายเฉพาะถุงเท้าที่มีขนาดตามไซส์ของแต่ละคน เพื่อเป็นการรับประกันความบางของถุงเท้าไม่ให้ส่งผลต่อขนาดของรองเท้าที่จะสวมใส่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้มิใช่การพิถีพิถันจนเกินควร หากแต่เป็นมาตรฐานที่สมเหตุสมผลของภาพลักษณ์แห่งความเป็นสุภาพบุรุษของเหล่าผู้ชายทั้งหลาย

 นอกจากมุมมองทางการตลาดในการเขย่าความคิดของลูกค้าที่มีต่อชุดสุภาพบุรุษแล้ว คุณสือหวงเจี๋ยยังได้วางมาตรฐานใหม่ในระดับสูงไว้ด้วย โดยที่ร้านเกาอู๋จี๋จะไม่เร่งตัดเสื้อผ้าให้ตามคำขอของลูกค้า เวลามาตรฐานสำหรับการสั่งตัดชุดสุภาพบุรุษ 1 ชุด จะต้องใช้เวลา 2 เดือนเต็ม โดยในช่วงนี้จะมีการลองชุดต้นแบบ 2 ครั้ง และลองชุดที่ตัดสำเร็จ 1 ครั้ง ซึ่งระยะเวลาที่ว่านี้ก็ใกล้เคียงกับระยะเวลาในการสั่งตัดชุดสูท 1 ชุด ในต่างประเทศ และเป็นระยะเวลาที่มีความเหมาะสมสำหรับการทำงานมากที่สุด จึงหวังว่าผู้ที่จะเข้าสู่ธุรกิจนี้จะสามารถมองเห็นภาพรวมของตลาดได้ง่ายขึ้น

 

ขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น พร้อมเสริมสร้างบุคลากร

การจัดกิจกรรม Suit Walk ไม่เพียงแต่จะทำให้ชุดสุภาพบุรุษมิใช่เป็นเพียงชุดสำหรับโอกาสสำคัญเท่านั้น หากแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างมีระดับของผู้สวมใส่ และเมื่อใดก็ตามที่ผู้บริโภคยินดีที่จะสวมใส่ชุดสุภาพบุรุษออกไปเดินเที่ยว ก็จะมีเหล่าพ่อค้าที่เห็นโอกาสทางการค้าและดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนได้ และเมื่อมีคนเข้าใจถึงจิตวิญญาณของชุดสุภาพบุรุษมากขึ้น ก็จะเกิดเป็นกระแสความนิยม  ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นตลาดให้เกิดความคึกคักยิ่งขึ้น นี่คือมุมมองของคุณสือหวงเจี๋ยเพื่อพลิกตลาด ให้หลุดจากสภาพซบเซา

แต่ร้านสูทข่ายเอินของคุณฟ่านโหลวต๋าใช้วิธีที่แตกต่างด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับด้านการตัดเย็บ เขาลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรอย่างเต็มที่ โดยลูกศิษย์ส่วนใหญ่อายุประมาณ 20 กว่าปี คนรุ่นใหม่ไฟแรงเหล่านี้ จะได้รับการอบรมบ่มเพาะอย่างไม่หวงวิชาจากครูช่าง 2 คน ที่ทำงานกับทางร้านมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งภายใต้การชี้แนะของอาจารย์เจิ้ง ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างก็สามารถทำงานให้กับทางร้านได้อย่างเต็มความสามารถ ทั้งการช่วยวัดตัวและเรียนรู้เกี่ยวกับทรวดทรงแบบต่างๆ ของลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศิลปะและวัฒนธรรมเกี่ยวกับการตัดเย็บจะสามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบไป

คุณฟ่านโหลวต๋าหวังว่า การสวมใส่เสื้อผ้าในสไตล์แบบชุดสุภาพบุรุษจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในแฟชั่นแต่งกายประจำวันของผู้ชายในไต้หวัน ซึ่งสำหรับสือหวงเจี๋ยแล้ว สิ่งที่ชุดสุภาพบุรุษแสดงออกมาให้เราเห็น คือความลงตัวของไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตประจำวัน และจริงๆ แล้ว การตื่นตัวในการแต่งกายแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเราที่จะเผชิญหน้ากับโลกใบนี้ การสั่งตัดเสื้อผ้าที่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ต้องใช้เวลาในการรอคอย ก็เปรียบเสมือนกับชีวิตของคนเราที่ต้องก้าวผ่านขั้นตอนแห่งความสงสัยและทำความเข้าใจกับตัวเอง ก่อนจะสามารถค้นพบสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเรา และบางทีสิ่งนี้อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่อยู่นอกเหนือแนวคิดแบบ Fast Fashion ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ก็เป็นได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

IN Tiếng Việt

Setelan Jas Pria

Klasik Tidak akan Kedaluwarsa

Artikel‧Cathy Teng Gambar‧Jimmy Lin

2014年3月,由高級男士訂製服專門店「高梧集」品牌經理石煌傑所登高一呼的「Suit Walk」活動,將台北街頭化身為伸展舞台,上百名男士以紳士裝起義遊行,打破了大眾對男士西裝刻板的想像。西裝或許是許多人認知的老派時尚,但經典不敗,近年隨著風潮再起,台灣西服訂製店林立也別具一格,悄悄撼動在地的穿搭文化。


Maret 2014, Taipei untuk pertama kalinya menggelar “Suit Walk”, yaitu acara peragaan busana setelan jas pria. Kegiatan ini diselenggarakan oleh  manajer merek Gao Wu Collection, Brian Shih, yang menyulap jalanan Kota Taipei menjadi panggung peragaan busana bagi lebih dari 100 pria, dan bertujuan untuk mengubah pandangan stereotip terhadap setelan jas. Sejak itu pawai busana pria tersebut telah menjadi acara rutin di musim semi, dan terus berkembang dengan partisipasi lebih dari 700 pria klimis pada 2018, tahun kelimanya.

 

Setelan jas mungkin adalah gaya busana yang sudah dikenal sejak dulu, tapi karya klasik tidak akan kedaluwarsa, bahkan beberapa tahun terakhir cenderung kembali populer; sementara toko penjahit yang jumlahnya memang sangat banyak, dengan diam-diam menghidupkan kembali budaya busana pria di Taiwan.

Dalam buku yang berjudul “Pengalaman Pertama Taiwan dengan Kebudayaan Barat” penulis sastra Chen Rou-jin menggambarkan situasi populernya rumah teh di Dadaocheng, Taipei, pada awal 1910-an, serta kecenderungan di antara kaum pria memotong kuncir taucang dan menggantikan pakaian gaya Dinasti Qing dengan setelan jas gaya Barat. Tahun 2015, dari daerah berawalnya trend bersetelan jas inilah, Daniel Fan mendirikan Kaien Bespoke Tailoring, toko penjahit yang membuka lembaran baru dalam sejarah gemilang  perkembangan setelan jas di Dadaocheng Taiwan.

 

Transformasi Toko Tua Menarik Perhatian Konsumen Muda

Fan pindah ke Taipei dari Miaoli saat berusia 16 tahun untuk magang, dan hingga kini 38 tahun telah berlalu sejak ia bekerja di bidang grosir kain. Ia sempat melewati masa jaya seragam jahit ketika para tamu harus mengantre untuk memilih jenis kain dan menunggu untuk diambil ukuran badannya. Ia juga menyaksikan melesunya bisnis penjahit terkena dampak busana siap pakai. Namun Fan tetap bertekad dan bahkan mengadopsi pendekatan   wirausaha yaitu dengan membeli Kaien Bespoke Tailoring, suatu keputusan yang menampilkan kepercayaannya terhadap busana jahit melalui pengelolaan yang sesuai.

Mentransformasi suatu industri tua membutuhkan perubahan sikap. Tukang jahit tradisional yang hanya mengikuti gaya lama dan berfokus pada kualitas pengerjaan tapi tidak mengerti kebutuhan konsumen, pasti tidak akan bisa mengikuti tren mode. Guru Zheng adalah salah satu penjahit tua Kaien yang direkrut oleh Fan untuk terus bekerja. Berbicara tentang pengalaman bisnis lebih dari 40 tahun, Zheng mengatakan, “Tamu sekarang semuanya menuntut desain.” Di atas meja kerjanya terlihat banyak foto desain dati para tamunya. Cukup dengan memandang sekilas, ia sudah tahu cara untuk menjahitnya. Pemikiran modern dan keterampilan yang terakumulasi selama puluhan tahun inilah yang membantu Kaien mengukuhkan fondasinya di tengah-tengah kelesuan pasar busana jahit.

Fan yang kerap disebut netizen sebagai “Raja dunia kain” memiliki stok kain dengan nilai lebih dari  NT$ 70 juta. Pilihan variatif bagi konsumen, ditambah dengan penggunaan media sosial seperti Facebook dan Instagram, juga faktor penting mengapa Kaien mampu menarik konsumen berusia muda.

Pada mulanya, konsumen Kaien rata-rata berusia 55 tahun ke atas, tapi Fan menemukan, meskipun bisa membayar uang lebih banyak untuk membuat setelan jas, mereka jarang kembali untuk membuat setelan jas kedua.Sebaliknya, generasi muda lebih berani berinvestasi untuk diri sendiri. Saat ini, usia rata-rata konsumen Kaien sudah turun ke usia 35 tahun, dan 80% di antaranya adalah pelanggan tetap, selain itu,  setiap bulan setidaknya ada 30 tamu baru. Bahkan ada sekelompok teman yang menganggap Kaien sebagai tempat bergaul untuk membicarakan topik-topik yang berhubungan dengan setelan jas dan aksesorinya. Chris Chu adalah salah satu pelanggan yang bekerja di restoran, dan setelan jas adalah seragam kerjanya. Menurut pengalamannya, mengenakan jas yang dibuat sesuai dengan bentuk tubuh, dari bahan kain bermutu, dapat membuatnya terlihat profesional, serta meningkatkan rasa percaya diri.

Di Taiwan, memakai setelan jas sering dianggap sebagai gaya kuno, atau hanya sesuai untuk menghadiri pernikahan atau menemui calon pasangan saat kencan. Semua ini adalah akibat kesalahpahaman, tutur Chris. Dalam perkembangannya, setelan jas telah menyerap banyak gaya dan mode, dan tidak harus selalu dipakai bersetelan. Chris sering mengombinasikan dan memadukan bagian yang berlainan. Ini adalah caranya mengekspresikan gaya pribadi dalam kehidupan sehari-hari.

 

Asal-Usul Suit Walk

Adalah harapan Brian Shih untuk menjadikan pakaian pria sebagai bagian dari kehidupan sehari-hari di Taiwan. Ketika ditanya mengapa ingin menyelenggarakan Suit Walk, Brian Shih menjawab, “Saya harap suatu hari nanti Suit Walk tidak perlu lagi diselenggarakan. Pada saat setelan jas jahit sudah menjadi bagian dari pakaian umum kaum pria, tidak perlu lagi untuk berpawai di jalanan.”

Sebelum berusia 30 tahun, Shih bekerja di toko serba ada dan setelan jas adalah seragamnya. Namun Shih yang bertubuh kecil dan kurus tidak mampu menemukan ukuran busana siap pakai yang cocok, maka ia harus memesan setelan jas dari penjahit. Kemudian ia mengetahui bahwa memesan setelan jas jahit bukan hal sederhana. Detail-detail seperti gaya, kain dan aksesori, semuanya memerlukan perhatian. Kemudian, karena kebutuhan pekerjaan, ia menerjemahkan sejumlah dokumen Barat tentang setelan jas ke bahasa Tionghoa, kemudian membagikannya dengan teman dan melalui blog Office Dandy yang dikelolanya. Tahun 2014, ia meluncurkan Suit Walk.

Shih menjelaskan, sebagian besar peserta berada di bawah usia 35 tahun. Di antaranya, kelompok usia 20-35 tahun mendominasi 80% dan kebanyakan bekerja di industri teknologi informasi. “Hal ini sesuai dengan kondisi perindustrian Taiwan sekarang, dan membuat kita mengerti bahwa kelompok ini tidak memiliki kebebasan dalam mengenakan apa yang mereka inginkan di tempat kerja,” jelas Shih. Xizhuang (busana Barat), sebutan bahasa Tionghoa untuk setelan jas sering dikaitkan dengan stereotip, maka Shih menggantikannya dengan istilah shenshizhuang (busana pria). Ditilik dari segi gaya, istilah ini melonggarkan fleksibilitas busana pria, di mana jas bisa saja dipakai bersama kaus polo, celana jeans mau pun sepatu kain. Dengan demikian, busana pria tidak lagi terkekang oleh standar, dan kebebasan memilih busana individu tidak lagi mengalami tekanan.

Berbicara tentang gaya busana, Shih memiliki konsepsi pengamatan sosial yang menarik. Ia menemukan garis pemisah pada usia 35 dan 65 tahun: Lelaki berusia 35-65 tahun pada umumnya tidak mengutamakan busana yang mereka pakai, tapi yang berusia 65 tahun ke atas dan 35 tahun ke bawah lebih memperhatikan penampilan dan mempunyai gaya pribadi. Kecenderungan ini mungkin berhubungan dengan transformasi perindustrian. Ketika ekonomi Taiwan didominasi perusahaan dagang di masa lampau, berpakaian pantas adalah hal penting untuk bisnis. “Pada zaman perdagangan ekspor, yang ditekankan adalah komunikasi tatap muka; tapi bangkitnya industri teknologi informasi mengubah komunikasi antar manusia menjadi komunikasi dengan mesin, dan kita perlahan-lahan melupakan cara berpakaian bagus,” jelas Shih. Lelaki berusia 35-65 tahun adalah kelompok yang melewati masa transformasi ke era industri teknologi informasi. Setiap hari, mereka hanya bertatap muka dengan komputer dan jarang berinteraksi langsung dengan orang lain. Lama kelamaan, mereka tidak lagi peduli pada penampilan luar.

 

Pilihan Busana Hasil Pertimbangan

Shih sering berkata, “Jas Anda adalah kartu nama pertama yang Anda tunjukkan pada dunia.” Ia tidak memaksa orang lain untuk memakai setelan jas. Menurutnya, yang penting adalah “Pilihan hasil pertimbangan.” Setiap orang harus memutuskan sendiri penampilan seperti apa yang hendak ia perlihatkan pada dunia.

“Sebelum memesan setelan jas jahit, beberapa pertanyaan harus dijawab terlebih dulu: Orang seperti apakah Anda? Anda berada di lingkungan apa? Seperti apa gaya hidup Anda sebenarnya?” Dalam pandangan Shih, “Kita terlalu jarang memikirkan hal-hal tersebut.” Ketika kelompok usia 35-65 tahun masih bersekola, pihak sekolah dengan ketat mengontrol penampilan pelajar. Pada saat melepaskan seragam sekolah, mereka kurang akan latihan serta pengalaman dalam hal pilihan busana, dan tidak mempunyai contoh. Generasi ini tidak memiliki kesadaran atas isu pakaian, tapi daya belanja mereka menawarkan kesempatan besar, maka Shih menyimpulkan, “Generasi ini perlu diguncang.”

Konsepsi Shih dalam mendirikan Gao Wu Collection adalah menawarkan lebih banyak produk dan pilihan kepada konsumen. Nama “Gao Wu” dipetik dari salah satu kalimat dalam novel klasik Tiongkok The Scholars (Rimba Cendekia): “Burung phoenix bertengger di atas pohon parasol, sementara suara jangkrik terdengar di paviliun.” Dianggap sebagai raja burung, phoenix adalah burung jantan yang hanya berhenti di pohon parasol yang menjulang tinggi. Untuk itu, Gao Wu Collection (di mana “Gao” berarti “tinggi”) adalah sebuah “Koleksi produk berkualitas tinggi bagi kaum lelaki.”

Produk busana di Gao Wu Collection tidak terlalu mewah tetapi memperlihatkan etika yang rasional dan kesesuaian. Shih merekomendasikan pria memakai suspender, karena hanya suspender yang dapat dengan sempurna menjaga celana setelan pada posisi yang seharusnya. Menurut etika busana, kaki telanjang seorang lelaki tidak boleh terlihat saat mengenakan celana, maka panjang pendeknya kaus kaki adalah kunci penting. Kaus kaki panjang secara tradisional dipakai hingga atas betis sehingga tidak tergelincir ke bawah. Kaus kaki “Satu-ukuran-untuk-semua” biasanya lebih tebal karena terkadang ada keperluan baginya untuk diregang, maka di toko Gao Wu Collection hanya dijual kaus kaki yang memiliki ukuran untuk menjamin bahwa ketebalan kaus kaki tidak memengaruhi ukuran sepatu. Ini bukan permintaan yang berlebihan, melainkan standar rasional untuk mewujudkan penampilan wajar seorang pria.

Selain berusaha mengguncang ide konsumen tentang busana pria, Shih sendiri juga melakukan banyak reformasi dalam hal penjahitan. Gao Wu Collection tidak menerima permintaan konsumen untuk mempercepat proses pembuatan jas. Dibutuhkan waktu dua bulan penuh untuk menyelesaikan satu setelan jas yang dirancang khusus, termasuk dua kali basted fitting dan satu kali forward fitting. Ini tidak hanya dekat dengan proses yang digunakan secara internasional untuk pakaian jahit, juga merupakan cara kerja lebih logis yang diharapkan bisa memberikan optimisme bagi pendatang baru di industri ini.

 

Perbesar Pasar M Mengultivasi Talenta

Menggelar Suit Walk membuat setelan jas mendobrak kerangka tradisional, menampilkan kepribadian dengan keeleganan dan rasa percaya diri. Pada saat konsumen bersedia memakai setelan jas di jalanan, pengusaha baru akan mencium peluang, dan media baru akan menaruh perhatian dan melaporkannya, sehingga lebih banyak orang mengetahui semangat di balik setelan jas, dan selanjutnya membentuk ombak kuat untuk mengguncang pasar, jelas Shih, membicarakan visinya bagi transformasi pasar.

Di lain pihak, Daniel Fan dari Kaien bekerja keras dari sisi produksi. Ia dengan tekun mendidik para siswa magangnya yang mayoritas berusia 20-an tahun dan ingin berkarir di industri ini. Di bawah bimbingan cermat dari dua orang guru senior, mereka sekarang sudah bisa bekerja sendiri dalam menangani tahap pertama proses pembuatan setelan jas, termasuk mengambil ukuran konsumen. Kelak, mereka bertugas untuk mewariskan keterampilan dan kebudayaan busana jahit.

Fan berharap setelan jas bisa menjadi bagian penting dalam kehidupan pria; sedangkan bagi Shih, yang ditampilkan setelan jas adalah suatu gaya hidup. Karena ketika seseorang mulai menyadari bahwa gaya busana mencerminkan kepribadian seseorang, maka ia akan lebih siap dalam menghadapi tantangan di dunia. Kebutuhan untuk menunggu proses pembuatan setelan jas yang panjang berarti seseorang harus melewati proses keraguan dan pemahaman diri, untuk mencari dan menemukan versi paling sesuai untuk dirinya. Dibandingkan gratifikasi instan dari busana cepat, proses ini menawarkan cara pemikiran baru dan solusi alternatif.

Kinh điển bất hủ

Sự trỗi dậy của trang phục Quý Ông

Bài viết‧Cathy Teng Ảnh‧Jimmy Lin Biên dịch‧Hải Ly

2014年3月,由高級男士訂製服專門店「高梧集」品牌經理石煌傑所登高一呼的「Suit Walk」活動,將台北街頭化身為伸展舞台,上百名男士以紳士裝起義遊行,打破了大眾對男士西裝刻板的想像。西裝或許是許多人認知的老派時尚,但經典不敗,近年隨著風潮再起,台灣西服訂製店林立也別具一格,悄悄撼動在地的穿搭文化。


Tháng 3 năm 2014, hoạt động “Suit Walk” do ông Thạch Hoàng Kiệt (Brian Shih) giám đốc thương hiệu của tiệm may trang phục Quý ông cao cấp “GaoWu Collection” đề xướng, đã biến đường phố Đài Bắc hóa thân thành sàn diễn thời trang, hàng trăm Quý ông đã diễu hành trong trang phục nam đầy lịch lãm, phá vỡ trí tưởng tượng cố hữu của mọi người về trang phục vest của nam giới. Năm 2018, hoạt động diễu hành thời trang Suit Walk bước sang năm thứ 5,  có hơn 700 người yêu thích trang phục Quý ông đã tham dự Festival này, khiến trang phục Quý ông trở thành loại trang phục đặc sắc trong vụ đặt may đồ mùa xuân của Đài Bắc.

 

Trong suy nghĩ của nhiều người, trang phục Vest có thể là mốt thời trang của một thời xưa cũ nhưng “kinh điển bất hủ”, cùng với những trào lưu tái xuất hiện, những tiệm nay đồ Vest mọc lên san sát ở Đài Loan trong vài năm trở lại đây cũng là điều khá độc đáo và điều đó đã âm thầm lay chuyển phong cách ăn mặc của địa phương.

Trong cuốn “Trải nghiệm sơ khai về nét văn minh đồ Vest ở Đài Loan”, nhà văn chuyên về lĩnh vực văn học sử Trần  Nhu Tần đã mô tả lại thời kỳ đầu của thập niên 1910, thương nhân buôn trà tại khu vực Đại Đạo Trình ở Đài Bắc đã dẫn đầu phong trào bằng hoạt động cắt tóc đuôi sam và thay đổi trang phục của thời nhà Thanh, sự trải nghiệm trang phục vest đầu tiên của Đài Loan đã diễn ra tại khu phố này. Năm 2015, tại Đại Đạo Trình - nơi lần đầu xuất hiện trang phục Vest tại Đài Loan, ông Phạm Lầu Đạt đã sáng lập tiệm may đồ Âu Khải Ân “Kaien Bespoke Tailor”, tiếp tục kể câu chuyện về trang phục Vest tại chính không gian xưa cũ, tái hiện quang cảnh vinh hoa một thời.

 

Làm thay đổi tiệm may cũ , thu hút đối tượng khách trẻ tuổi

Ông Phạm Lầu Đạt từ Miêu Lật lên Đài Bắc học nghề từ năm 16 tuổi, làm nghề bán sỉ các loại vải đã 38 năm. Ông đã trải qua thời kỳ hoàng kim của nghề đặt may quần áo, khách hàng xếp hàng dài để chọn vải và lấy số đo, những súc vải bán hết rất nhanh; cũng tận mắt chứng kiến sự suy thoái của thị trường đặt may đồ do chịu ảnh hưởng của đồ may sẵn nhưng ông Phạm Lầu Đạt vẫn kiên quyết tự mình gây dựng sự nghiệp nên đã mua lại thương hiệu “Kaien Bespoke Tailor”. Ông tin rằng thị trường đồ đặt may vẫn có thể làm được, chủ yếu là kinh doanh ra sao mà thôi.

Muốn xoay chuyển nghề xưa thì phải thay đổi từ tâm lý, những thợ may truyền thống vẫn làm theo form cũ, chỉ nhấn mạnh sự tỉ mỉ tinh tế về đường may mà không hiểu được nhu cầu của người tiêu dùng, đương nhiên sẽ không theo kịp xu thế thời thượng. Ông Trịnh là thợ may cứng của tiệm may Kaien Bespoke Tailor ngày trước, sau khi ông Phạm Lầu Đạt mua lại thương hiệu, đã mời ông Trịnh tiếp tục làm cho tiệm. Làm nghề này đã hơn 40 năm, ông nói: “Khách hàng thời nay đều rất chú trọng đến yếu tố thiết kế”, bên cạnh bàn làm việc của ông có dán rất nhiều ảnh trang phục Vest do khách hàng mang đến, nhìn ảnh là ông biết phải may như thế nào. Người thợ may già cùng với quan niệm bắt kịp xu thế thời đại và tay nghề đã được tôi luyện mấy chục năm trời, giúp cho tiệm may Kaien Bespoke Tailor có thể đứng vững trên thị trường đặt may trang phục vốn đã trở nên suy thoái.

Trên mạng intenet có người đặt cho ông Phạm Lầu Đạt danh hiệu là “Ông vua vải vóc”, bởi ông sở hữu số lượng vải có giá trị trên 70 triệu Đài tệ, cung cấp cho khách hàng sự chọn lựa phong phú đầy màu sắc, cộng thêm biết phát huy sử dụng các trang mạng xã hội như Facebook, IG để kinh doanh. Đó đều là những nguyên nhân chủ yếu khiến tiệm may Kaien Bespoke Tailor có thể thu hút đối tượng khách hàng trẻ tuổi.

Ban đầu ông Phạm Lầu Đạt đặt mục tiêu khách hàng là những người từ độ tuổi 55 tuổi trở lên, nhưng ông phát hiện nhóm đối tượng khách hàng này mặc dù có thể đầu tư những loại trang phục có đơn giá khá cao nhưng hiếm khi tới đặt may lần thứ 2; ngược lai, lớp thanh niên trẻ lại rất mạnh dạn đầu tư cho bản thân. Hiện tại, khách hàng của tiệm may Kaien ở độ tuổi bình quân khoảng trên dưới 35 tuổi, tỷ lệ khách quay lại đặt may đạt tới 80%, còn hàng tháng có ít nhất 30 khách hàng mới. Cũng có một nhóm bạn coi tiệm may này là nơi tụ họp, thường xuyên tới đây trò chuyện về trang phục vest, về những phụ kiện phối hợp khi mặc vest. Chris là khách quen của tiệm may Kaien, làm việc trong nghề kinh doanh ăn uống, vest là đồng phục khi đi làm của anh, đồ vest mặc vừa khít người, có thể chỉnh dáng, thêm vào đó do chất liệu vải, nên mặc vào rất lịch lãm, giúp làm tăng sự tự tin, cũng làm nâng cao độ chuyên nghiệp, đó chính là cảm nhận thiết thực nhất đối với anh.

Ở Đài Loan mỗi khi khoác lên người bộ vest sẽ bị coi là có phong cách hơi già, hoặc sẽ bị trêu chọc là “sắp đi ăn cỗ cưới à”, hay là “chuẩn bị đi đến chỗ giới thiệu mai mối hay sao”, Chris nói rằng nguyên nhân là do “thiếu hiểu biết”. Thực ra sự phát triển của trang phục vest đã được đưa vào nhiều yếu tố phối đồ, không cần phải mặc nguyên cả bộ vest kiểu rất gò bó nữa, Chris thường tách ra để mặc kết hợp với các loại trang phục khác để thể hiện phong cách và cũng tạo thành phong cách ăn mặc thường ngày.

 

Sự bắt nguồn của hoạt động Suit Walk

Để trang phục Quý ông trở thành một phần trong cuộc sống thường nhật của đàn ông Đài Loan, đó là mong ước của ông Thạch Hoàng Kiệt, có người hỏi ông về mục tiêu tổ chức hoạt động biểu diễn thời trang trên đường phố Suit Walk, ông chia sẻ cho biết: “Tôi nghĩ rằng để tới một ngày không cần đến Suit Walk nữa, trang phục vest đã trở thành một loại trang phục thông thường của đàn ông, khi đó sẽ không cần phải rầm rộ diễu hành trên đường phố nữa”. 

Trước năm 30 tuổi ông Thạch Hoàng Kiệt đều làm công việc đứng quầy tại các trung tâm mua bán, trang phục Vest là đồng phục của ông, nhưng dáng vóc thấp bé, khó mua được đồ may sẵn mặc vừa người, khiến ông bước vào lĩnh vực đặt may trang phục, nhờ vậy mới phát hiện, “đặt may trang phục là một chuyện khá thú vị”, tất cả các chi tiết từ kiểu dáng, chất liệu vải cho đến các phụ kiện đều cần phải nghiên cứu rất tỉ mỉ, phải cân nhắc kỹ càng. Do nhu cầu công việc, ông rất chăm chỉ tìm đọc những tài liệu của phương Tây và dịch sang tiếng Trung, và chia sẻ với bạn bè trên Blog, thành lập trang blog có tên gọi: “Đàn ông đẳng cấp” và  vào năm 2014 đã hiệu triệu hoạt động diễu hành thời trang “Suit Walk”.

Ông Thạch Hoàng Kiệt phân tích độ tuổi của những người đến tham dự thì thấy đa phần là nam giới dưới 35 tuổi, số người trong độ tuổi từ 20-35 tuổi chiếm 80%, đại đa số là làm trong các ngành công nghệ, “điều này khá phù hợp với hiện trạng phát triển ngành nghề của Đài Loan, để chúng ta thấy rằng những người làm nghề này phải chịu áp lực rất lớn về ăn mặc trong môi trường công việc”, ông Thạch Hoàng Kiệt phân tích. Và do ấn tượng cố hữu của đa số mọi người đối với trang phục vest, ông dùng cụm từ “trang phục phong cách” để thay cho danh từ "trang phục vest". Nói tới phong cách thì nó có độ linh hoạt rất cao, có thể phối hợp với áo Polo, hoặc kết hợp với quần bò, đi giày thể thao, và như vậy đã khiến cho trang phục phong cách không còn bị công thức hóa, khiến cho mong muốn được khoác lên mình những bộ trang phục kiểu này không còn bị kìm hãm nữa.

Nói tới phong cách mặc đồ, ông Thạch Hoàng Kiệt nêu ra một quan sát có tính xã hội rất thú vị, đó là, ông phát hiện có hai độ tuổi có thể dùng làm mốc thời gian để chia giai đoạn, đó là 35 tuổi và 65 tuổi, nam giới trong độ tuổi từ 35-65 tuổi không quá chú trọng đến ăn mặc, nhưng người trên 65 tuổi và người dưới 35 tuổi lại ăn mặc rất lịch lãm, rất có cá tính, điều này có khả năng có liên quan đến sự chuyển đổi cơ cấu ngành nghề của Đài Loan. Thời đại thương mại của Đài Loan ngày trước thường thấy cảnh nhiều người thường xách theo cả vali, vì muốn khi đi ra ngoài bàn công chuyện làm ăn, bất kể là về ngoại hình, hay ăn mặc đều phải hết sức cầu kỳ, “làm ăn với bên ngoài là phải gặp gỡ trò chuyện với con người nhưng do sự phát triển của điện tử hóa khiến sự trao đổi giữa con người với con người thành sự trao đổi với máy móc, dần dần khiến người ta lơ là vấn đề ăn mặc”. Đàn ông Đài Loan hiện tại trong độ tuổi từ 35-65 tuổi là những người sinh ra và lớn lên trong thời đại Đài Loan phát triển về gia công đồ điện tử, hàng ngày chỉ tiếp xúc với máy tính, thời gian tiếp xúc với con người giảm đi rất nhiều, do vậy tự nhiên sẽ không để tâm, không suy nghĩ nhiều đến vẻ ngoại hình của bản thân nữa.

 

Chọn lựa trang phục sau khi có sự cân nhắc

Ông Thạch Hoàng Kiệt hay nói rằng: “Trang phục lịch lãm là tấm danh thiếp đầu tiên để bước ra thế giới” nhưng không bắt buộc tất cả mọi người nhất định phải mặc đồ vest. Theo quan niệm của ông, quan trọng là ở chỗ “chọn lựa sau khi đã cân nhắc”, đó là sau khi đã cân nhắc, rồi đi đến quyết định bản thân sẽ xuất hiện trước thế giới với hình thức ra sao.

Và “đặt may đồ vest chính là quá trình “tự vấn bản thân”,  mình là người như thế nào?  Ở trong hoàn cảnh ra sao? Lối sống của mình là gì?”

“Chúng ta suy xét cân nhắc về sự việc này quá ít”, ông Thạch Hoàng Kiệt nói. Những người Đài Loan ở độ tuổi từ 35-65 tuổi, trong thời gian ngồi trên ghế nhà trường bị quản lý một cách khắt khe về ngoại hình, đến lúc có thể cởi bỏ bộ đồng phục học sinh thì thiếu sự luyện tập và sự chọn lựa, trong công việc cũng không có những người đi trước để học hỏi, cả một thế hệ hầu hết đều thiếu ý thức về cách ăn mặc, nhưng thế hệ không mấy biết cách ăn mặc này của Đài Loan lại có khả năng chi tiêu có thể tạo sự xoay chuyển lớn nhất cho thị trường đặt may đồ, do vậy ông Thạch Hoàng Kiệt cho rằng: “Thế hệ này cần phải được thức tỉnh”.

Ông Thạch Hoàng Kiệt sáng lập ra hãng may đồ vest “GaoWu Collection”, muốn tạo cho người tiêu dùng càng nhiều kiểu mẫu và sự chọn lựa ngay từ đầu vào thị thường. Nguồn gốc của từ “Gaowu”(Cao Ngô) là xuất phát từ điển tích của Trung Hoa trong cuốn “Nho Lâm Ngoại Sử” có câu: “Phượng chỉ cao ngô, trùng ngâm tiểu tạ”, trong đó “Phượng” là chỉ chim đực, là vua của các loài chim, “Phượng” chỉ sinh sống trên cây Thần “Ngô đồng”, do vậy “Gaowu Collection”(Bộ sưu tập Cao Ngô) là chỉ “Bộ sưu tập những đồ dùng nam giới cao cấp”.

Những mẫu trang phục của “Gaowu Collection” không quá xa xỉ, mà chỉ với tâm niệm tạo ra một dáng vóc phù hợp. Nhà may này giới thiệu cho các quý ông sử dụng dây đeo quần là vì nó có thể cố định vị trí của quần Tây một cách hoàn hảo, khiến cho đường nét của quần thật đẹp; và theo nghi thức mặc đồ vest là không được để hở chân trần, do vậy chọn tất cũng rất chú trọng độ dài, tất ống dài có thể được cố định ở vị trí xương bánh chè dưới đầu gối nên sẽ không xảy ra sự cố bị lỏng hay bị tuột. Do loại tất chỉ có một cỡ duy nhất vì để đảm bảo độ dãn của chất liệu nên sẽ làm khá dày, cho nên tiệm may này chỉ bán  loại tất có chia theo cỡ khác nhau, để đảm bảo độ mỏng của tất không làm ảnh hưởng đến cỡ giầy. Đó không phải sự cầu kỳ quá mức, mà là tiêu chuẩn hợp lý, để tạo ra ngoại hình thực sự phù hợp cho một người đàn ông.

Ngoài việc thông qua thị trường tiêu dùng làm lay chuyển tư duy về trang phục vest của người tiêu dùng, ông Thạch Hoàng Kiệt cũng có sự đổi mới trong quá trình may đồ. Tiệm may Gaowu Collection không giúp khách hàng may đồ gấp, thời gian để làm hoàn chỉnh một bộ vest là đúng 2 tháng, trong đó có hai lần mặc thử gồm 1 lần dựng  form và 1 lần đã may lên thành bộ đồ, cách làm này không những tương đương với thời gian may vest của quốc tế, mà cũng là cung cách làm việc khá hợp lý, hy vọng những người bước vào nghề này muộn hơn có trí tưởng tượng và tầm nhìn tương lai.

 

Mở rộng thị trường, bồi dưỡng nhân tài

Tổ chức hoạt động diễu hành thời trang Suit Walk khiến cho trang phục vest không còn chỉ là sự tồn tại đặc biệt, mà còn thể hiện sự tự tin và lịch lãm. Khi có người tiêu dùng chịu mặc đồ vest đi ra đường thì hãng may mới thấy được cơ hội làm ăn, phương tiện truyền thông phát hiện, rồi mới thực hiện phỏng vấn đưa tin, sau khi có càng nhiều người hiểu được tinh thần của trang phục Quý ông, thì mới làm dấy lên phong trào, làm lay chuyển thị trường, ông Thạch Hoàng Kiệt đã chia sẻ về ý tưởng làm xoay chuyển thị trường của bản thân như vậy.

Còn ông Phạm Lầu Đạt - chủ của tiệm may Kaien Bespoke Tailor thì bắt tay nỗ lực từ khâu may đồ, ông không tính toán thiệt hơn về chi phí và đã mở lớp đào tạo thợ may, học trò học nghề đại đa số là những thanh niên trẻ trên 20 tuổi có chí hướng làm nghề này, trong tiệm có hai thợ may kỳ cựu hướng dẫn, tận tâm chỉ bảo cho học trò. Với sự chỉ bảo của ông Trịnh, người học nghề có thể đích thân làm ở tuyến đầu tiên, giúp khách hàng lấy số đo, tích lũy kinh nghiệm thực tế đối với các kiểu dáng vóc đặc biệt, hy vọng có thể tiếp tục kế thừa và phát triển văn hóa đặt may trang phục và nghề thủ công này.

Ông Phạm Lầu Đạt hy vọng trang phục phong cách lịch lãm sẽ trở thành mốt quần áo cần thiết hàng ngày của nam giới Đài Loan. Đối với ông Thạch Hoàng Kiệt mà nói, điều mà trang phục vest lịch lãm thể hiện đó chính là một lối sống phù hợp. Thực ra, sự thức tỉnh về cách ăn mặc, tượng trưng cho ý nghĩa đã sẵn sàng chuẩn bị dáng vẻ để đối mặt với thế giới. Cần mất thời gian chờ đợi trang phục đặt may được làm xong, qua sự tự vấn và tìm hiểu, thông qua rất nhiều những chi tiết tỉ mỉ mới thể hiện được một dáng vẻ thích hợp nhất và có lẽ những điều này sẽ tạo ra một cách tư duy và một lời giải đáp khác cho hình thức tiêu dùng mưu cầu một kiểu thời trang chớp nhoáng.

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!