ธนาคารเหวินหลิน ปลูกฝังการบริหารการเงินให้แก่เด็ก

:::

2018 / เมษายน

บทความ‧เฉินเลี่ยงจวิน รูปภาพ‧หวงเจี้ยนหรง  คำแปล‧กฤษณัย ไสยประภาสน์


新北市文林國小首創校園貨幣,在學校辦銀行、發行紙鈔。學生透過擔任幹部、遵守生活常規等方式賺取薪水。孩子可以帶著存摺將薪水存進虛擬銀行,或是到專屬柑仔店,購置喜歡的商品。賺錢、消費、儲蓄,成了文林國小的日常風景,彷彿真實版大富翁遊戲,讓我們看見理財教育的無限可能。


โรงเรียนประถมศึกษาเหวินหลิน (文林國小) นครนิวไทเป ริเริ่มจัดตั้งธนาคารจำลอง คิดค้นสร้างสรรค์สกุลเงินและพิมพ์ธนบัตรจำลองออกมาใช้ภายในโรงเรียน นักเรียนที่เป็นพนักงานในธนาคารแห่งนี้มีเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนเหมือนการทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง เด็กๆ สามารถถือสมุดเงินฝากกับเงินเดือนที่ได้รับไปฝากธนาคารหรือใช้ซื้อสินค้าที่ตนเองชื่นชอบที่ร้านขายของชำภายในโรงเรียน ดังนั้น สิ่งที่พบเห็นได้ทุกวันในโรงเรียนแห่งนี้ก็คือเด็กนักเรียนทำงานหาเงิน จับจ่ายซื้อของและนำเงินไปฝากธนาคาร ราวกับเป็นการเล่นเกมเศรษฐีในชีวิตจริง นับเป็นการปลูกฝังความรู้ด้านการบริหารการเงินที่ไร้ขีดจำกัด           

 

เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เด็กๆ ช่วยกันดันชั้นวางสินค้าออกมาที่หน้าห้องกิจการนักเรียนแล้วเร่งจัดสินค้าให้เป็นระเบียบอย่างคล่องแคล่วว่องไว เพียงครู่เดียวเด็กนักเรียนจากทั่วทุกสารทิศทยอยกันเข้ามารุมเลือกซื้อสินค้าและจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ แต่ที่นี่ไม่รับเงินสกุลเอ็นที (NT$) ของไต้หวัน จะรับเฉพาะเงินสกุลเหวินหลินที่ทางโรงเรียนพิมพ์ขึ้นมาใช้เองเท่านั้น

 

ปฏิรูประบบการให้รางวัลใหม่

 

เมื่อกว่าสามปีที่แล้ว อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ย (賴皓韋) หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียน ริเริ่มโครงการธนาคารจำลองในโรงเรียน โดยการจัดตั้งธนาคารเหวินหลินและจัดพิมพ์ธนบัตรเงินสกุลเหวินหลินออกมาใช้ เป็นความพยายามที่จะนำเอาหลักเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์และสร้างสรรค์ระบบการให้รางวัลแก่เด็กนักเรียนแบบใหม่แทนระบบเก่าที่ใช้เกียรติบัตรสะสมคะแนนเพื่อแลกเป็นใบประกาศเกียรติคุณ

ระบบการให้รางวัลแบบดั้งเดิมโดยอาจารย์เป็นผู้มอบเกียรติบัตรให้แก่นักเรียนและร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักเรียนส่วนใหญ่ อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยเปิดเผยว่า ระบบการให้รางวัลแก่นักเรียนแบบเดิมดูเหมือนจะเป็นการให้รางวัลแก่เด็กที่เรียนดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมต้องการคือดึงดูดเด็กที่มีผลการเรียนระดับปานกลางและไม่ดี

หากต้องการดึงดูดความสนใจของเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยมีความเห็นว่า กุญแจสำคัญคือต้องปรับลดมาตรฐานการให้รางวัลลง เด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมในเชิงบวกไม่ว่าจะเป็นการช่วยอาจารย์ทำงานทั่วๆ ไป ส่งการบ้านตามกำหนดเวลา หรือแม้แต่ปัดกวาดทำความสะอาดภายในโรงเรียนก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสกุลเหวินหลิน จากนั้นเด็กๆ สามารถนำเงินไปจับจ่ายซื้อสินค้าหรือเลือกซื้อของรางวัลที่ตนเองชื่นชอบได้ และนี่คือพิมพ์เขียวโครงการธนาคารเหวินหลินในอุดมคติของอาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ย จะเห็นได้ว่าการเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งนี้นอกจากเด็กๆ จะได้ศึกษาวิชาความรู้ต่างๆแล้ว ยังได้เรียนรู้พฤติกรรมที่ถูกต้องจากการชักจูงและแนะแนวของครูบาอาจารย์อีกด้วย

อาจารย์จูอวี้หวน (朱玉環) ครูใหญ่โรงเรียนประถมศึกษาเหวินหลิน ซึ่งต้องการปรับปรุงระบบการให้รางวัลแก่เด็กนักเรียนอยู่แล้ว เมื่อได้รับทราบโครงการในอุดมการณ์ของอาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยจึงตัดสินใจลงมือดำเนินการทันที อาจารย์จูอวี้หวนกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า ในฐานะที่เราเป็นสถาบันการศึกษา เป้าหมายในระยะสั้นของเราคือการปรับพฤติกรรมของเด็ก และจากการที่อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยสังเกตพฤติกรรมการจับจ่ายของเด็ก พบว่าเป้าหมายในระยะยาวของเราควรจะเป็นการปลูกฝังความรู้เรื่องการบริหารการเงิน ปัจจุบันโครงการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนี้ได้ขยายขนาดโครงการออกไปอย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มเศรษฐกิจเหวินหลิน

 

อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยเปิดเผยว่า เราจำเป็นต้องสร้างมูลค่าให้แก่เงินสกุลเหวินหลินเพื่อให้เด็กๆ สามารถใช้เงินเหวินหลินจับจ่ายซื้อของหรือสิ่งที่พวกเขาต้องการได้อย่างอิสระ

อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยตระเวนไปตามโรงงานขายส่งของเล่นทั่วภาคเหนือของไต้หวันเพื่อเลือกซื้อของเล่นที่คิดว่าเด็กๆ จะชื่นชอบ หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้งจึงเริ่มรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เด็กๆ ชื่นชอบ สินค้าบนชั้นวางเพิ่มความหลากหลายมากขึ้นตามลำดับ ในที่สุด ร้านขายของชำเหวินหลินที่ระเบียงทางเดินหน้าห้องกิจการนักเรียนก็สามารถเปิดกิจการได้อย่างราบรื่น

แคชเชียร์ตัวน้อยๆ 4 คน ใช้คอมพิวเตอร์กับเครื่องอ่านบาร์โค้ดสแกนบาร์โค้ดสินค้าและนับธนบัตรอย่างคล่องแคล่วว่องไว ช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 20 นาที ต้องรับมือกับลูกค้าอย่างน้อยที่สุดหลายสิบคนหรือบางครั้งมากถึงร้อยคน กระนั้นก็ตาม เมื่อเห็นลูกค้ายืนเข้าคิวเป็นแถวยาวเหยียดก็มีเสียงบ่นพึมพำจากปากแคชเชียร์ตัวน้อยออกมาออดอ้อนอาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ย แม้เด็กๆ จะบ่นว่ามีแรงกดดันสูงแต่น้ำเสียงยังแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจในหน้าที่ของตน

อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยจบการศึกษาจากภาควิชาวิจิตรศิลป์ ก่อนที่จะผลักดันโครงการธนาคารเหวินหลิน เขาไม่เคยสนใจเรื่องการบริหารการเงินเลย แต่เพื่อขับเคลื่อนให้โครงการดังกล่าวสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เขาหันไปศึกษาวิจัยเรื่องสกุลเงิน เทคนิคการบริหารกิจการร้านขายของชำและซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงวิธีการทำบาร์โค้ดสินค้า ในทางปฏิบัติอาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยอาศัยการปรับราคาสินค้าหรือจัดโปรโมชั่นต่างๆ มาดึงดูดความสนใจของเด็กนักเรียนที่มีต่อเงินสกุลเหวินหลินให้มากขึ้น อีกทั้งยังสร้างภาวะเงินเฟ้อหรือเงินฝืดในอัตราที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงสิ้นปีจะเปิดให้มีการสั่งจองถุงมงคลโดยใช้กลยุทธ์ในการกำหนดราคาด้วยเงินสกุลเหวินหลิน นับจากปีแรกกำหนดราคาไว้ที่ถุงละ 30 เหรียญ ปีที่ 2 ถุงละ 90 เหรียญ และปีนี้จำหน่ายในราคาถุงละ 150 เหรียญ จะกำหนดราคาต่ำเกินไปไม่ได้ ปัจจุบันเด็กๆ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 99 เหรียญ เด็กนักเรียนประมาณครึ่งหนึ่งสามารถซื้อได้ แต่การกำหนดราคาให้สูงกว่าเงินเดือนเช่นนี้ก็เพื่อให้เด็กต้องหยุดคิดก่อนที่จะซื้อ อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยเล่าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่าวิธีนี้จะช่วยให้เด็กรู้จักไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะใช้เงิน

การบริหารเงินสกุลเหวินหลินของอาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้ แม้แต่พนักงานสถาบันการเงินที่มาเยี่ยมชมยังรู้สึกประหลาดใจและชื่นชมความสมบูรณ์แบบของระบบเศรษฐกิจเล็กๆ แห่งนี้

 

ธนาคารจำลอง แต่ใช้ในชีวิตจริง

 

ธนาคารเหวินหลินในอุดมคติของอาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ย ไม่เพียงพิมพ์ธนบัตรได้เอง ยังต้องมีบริการรับฝากเงินแต่เนื่องจากเด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเหวินหลินมีจำนวนกว่า 1,600 คน แค่การนับธนบัตรก็เพียงพอที่จะทำให้โครงการนี้ล้มเหลวได้แล้ว

เครื่องนับธนบัตรทั่วไปที่มีกลไกป้องกันการปลอมแปลงจากน้ำหนักและวัสดุที่ใช้ผลิตธนบัตรไม่สามารถนำมาใช้นับธนบัตรเงินสกุลเหวินหลินได้ อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยตระเวนเสาะหาโรงงานทั่วไต้หวัน จนกระทั่งในที่สุดเจอโรงงานแห่งหนึ่งที่เขตซู่หลิน นครนิวไทเป ยินดีผลิตเครื่องนับธนบัตรเหวินหลินให้โดยเฉพาะ  แต่เนื่องจากธนบัตรเหวินหลินใช้เครื่องพิมพ์ทั่วไปในการจัดพิมพ์ ทำให้ขณะที่นับธนบัตรจะมีผงหมึกร่วงลงในเครื่องนับได้ ส่งผลให้เครื่องนับธนบัตรขัดข้องบ่อยๆ ต้องแจ้งให้วิศวกรจากโรงงานมาช่วยจัดการแก้ไขเกือบทุกสัปดาห์ และกว่าจะสามารถพัฒนาเครื่องนับธนบัตรได้สำเร็จและใช้งานได้ดี ต้องใช้เวลาทดลองนานถึง 1 ปี และปรับปรุงเครื่องนับธนบัตรออกมาเป็นรุ่นที่ 5

บริการรับฝากเงินของธนาคารเหวินหลินเริ่มจากพนักงานธนาคารต้องนับและตรวจสอบธนบัตรทีละใบ จากนั้นใส่ข้อมูลต่างๆ ของลูกค้า อาทิ หมายเลขบัญชีและจำนวนเงินลงในคอมพิวเตอร์แล้วอัพเดทสมุดบัญชี และปิดท้ายด้วยการประทับตราชื่อพนักงานตัวน้อยที่ทำหน้าที่รับฝาก จึงจะถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับฝากเงิน เด็กนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานธนาคารยังใช้เวลาช่วงก่อนเข้าเรียนในตอนเช้าและช่วงพักเที่ยงมาให้บริการรับฝากเงินของลูกค้าทั้งโรงเรียน ประสิทธิภาพการทำงานของเด็กๆ เหล่านี้ไม่แพ้ผู้ใหญ่แม้แต่น้อย

ทุกอย่างราวกับอยู่ในโลกของความเป็นจริง การจะได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานร้านขายของชำหรือพนักงานธนาคารเหวินหลินต้องผ่านการทดสอบก่อน เริ่มจากกรอกใบสมัคร ชี้แจงเหตุผลที่ต้องการทำงาน มีประสบการณ์ร่วมกิจกรรมหรือเป็นสตาฟชมรม เป็นต้น หลังผ่านการคัดเลือกในขั้นตอนแรกแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการสอบสัมภาษณ์ซึ่งจะมีการจำลองเหตุการณ์เพื่อทดสอบไหวพริบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เด็กๆ ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สอบสัมภาษณ์ยากกว่าการทำข้อสอบจริง

หลังผ่านการสอบสัมภาษณ์ยังต้องทดลองงานอีก 1 เดือน จึงจะบรรจุเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยเตือนเด็กๆ ว่า ช่วงเวลา 1 เดือนนี้ ครูจะสังเกตและประเมินผลงานของหนู หนูเองก็ต้องสังเกตและประเมินด้วยว่างานนี้เหมาะกับหนูหรือไม่

ปัจจุบันโครงการธนาคารเหวินหลินมีพนักงานร้านขายของชำและพนักงานธนาคารรวม 10 คน อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยเล่าว่า เพราะกว่าจะได้ทำงานในโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กนักเรียนที่ได้รับเลือกมีความตั้งใจสูงทำให้อัตราการลาออกของพนักงานต่ำมาก อาจารย์จูอวี้หวนกล่าวว่า หวังว่าเด็กๆ ที่เคยทำงานในโครงการเหวินหลินจะกลายเป็นผู้ที่รักอาชีพการงานของตนเอง มีความมานะพยายามและมีความรับผิดชอบ

 

ฝึกให้เด็กรู้จักไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนใช้เงิน

 

ในช่วงเริ่มต้นมีกระแสต่อต้านโครงการนี้จากภายในโรงเรียนเนื่องจากไม่เคยมีแบบอย่างให้ยึดปฏิบัติ อีกทั้งยังเกี่ยวโยงไปถึงพฤติกรรมการบริโภคและยังส่งผลให้เกิดความกังวลจากโลกภายนอกอีกด้วย ในการประชุมชี้แจงโครงการช่วงแรกๆ ผู้ปกครองและครูในโรงเรียนต่อต้านอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยยุติโครงการนี้

ช่วงแรกผมไปคุยกับครูที่สนใจในโครงการนี้ก่อน เฉพาะการอธิบายรายละเอียดของโครงการก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยเล่า

หลังจากใช้ความพยายามสื่อสารเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ ในที่สุด ธนาคารเหวินหลินก็เปิดดำเนินการได้ โดยในปีแรกมีนักเรียนจำนวน 10 ห้องเรียนเข้าร่วมโครงการ และในปัจจุบันร้อยละ 80 ของห้องเรียนทั้งหมดในโรงเรียนแห่งนี้ใช้เงินสกุลเหวินหลินมาเป็นเงินรางวัลให้แก่เด็กนักเรียน

หลังดำเนินโครงการมาหลายปี อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยพบว่าวิธีการคิดของเด็กๆ ลึกซึ้งเกินคาด เด็กบางคนใช้เงินสกุลเหวินหลินมาซื้อของขวัญวันเกิดให้เพื่อนและมีเด็กผู้ชายบางคนซื้อที่ใส่ปากกาฮัลโหลคิตตี้ (Hello Kitty) ให้คุณแม่ เมื่อได้เห็นการกระทำที่น่าประทับใจและเป็นพฤติกรรมในทางบวกของเด็กๆ ผู้ปกครองจึงคลายความกังวลลง

สำหรับสิ่งที่โลกภายนอกกังวลว่าการให้นักเรียนได้สัมผัสกับเงินทองตั้งแต่ในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นอาจจะกลายเป็นคนที่เห็นแก่ชื่อเสียงและเงินทอง อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยเห็นว่า มนุษย์เรามีนิสัยต่างกันนับร้อยนับพันประเภท สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง จากประสบการณ์ชีวิตที่ต้องตัดสินใจด้วยตนเองนับครั้งไม่ถ้วนจะช่วยสร้างจิตสำนึกและค่านิยมที่ถูกต้องให้แก่เด็กๆ ตลอดจนสามารถแยกแยะสิ่งที่จำเป็นกับสิ่งที่ต้องการออกจากกันได้ ประกอบกับเงินสกุลเหวินหลินทุกเหรียญได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ทำให้เด็กๆ จับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง

บ่อยครั้งที่ผมเห็นเด็กๆ หยิบสินค้าชิ้นหนึ่งขึ้นมาแล้วก็วางลงไป แม้จะไม่สามารถใช้เครื่องมือใดๆ มาชั่งตวงวัดได้ แต่ผมรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างวิ่งวนอยู่ในสมองของเด็ก อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยกล่าวทิ้งท้ายว่า มันคือการไตร่ตรองอย่างรอบคอบซึ่งเป็นความสามารถพิเศษที่ต้องฝึกฝนและบ่มเพาะ

 

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของธนาคารเหวินหลิน

 

เมื่อการบริหารการเงินกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน การให้ความรู้เรื่องการเงินจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยผุดไอเดียให้ธนาคารเหวินหลินเปิดบริการเงินฝากประจำ โดยมีระยะการฝากให้เลือกตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแตกต่างกัน เพียงเริ่มเปิดบริการก็มีเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 4 วิ่งเข้ามาหารือว่าฝากเงินแบบไหนดีจึงจะคุ้มค่าที่สุด ผู้คนจำนวนมากออกสู่สังคมและหาเงินได้ก้อนแรกแล้วจึงเริ่มเรียนรู้การบริหารการเงิน การปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ความคิดเรื่องการบริหารการเงินผ่านโครงการธนาคารเหวินหลิน ช่วยให้เด็กๆ ซึมซับเรื่องเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว และในอนาคตเด็กๆ เหล่านี้จะสามารถวางกลยุทธ์ในการบริหารการเงินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2017 อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยได้จัดทำโครงการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาหงเย่ เมืองไถตง ซึ่งได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นเนพาร์ตัก โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เด็กๆ ได้รับรู้ถึงความลำบากของเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ประสบภัยธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยใช้วิธีให้เด็กนักเรียนที่สมัครใจบริจาคเงินสกุลเหวินหลิน 99 เหรียญ เพื่อซื้อเครื่องเขียน 1 ชุด เดิมเตรียมไว้เพียง 100 ชุด แต่ผลปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากเด็กนักเรียนดีเกินคาด สุดท้ายสามารถเรี่ยไรเงินบริจาคและจัดซื้อเครื่องเขียนได้กว่า 800 ชุด ซึ่งอาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยและอาจารย์จูอวี้หวนได้นำน้ำใจของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนประถมศึกษาเหวินหลินไปมอบให้แก่โรงเรียนประถมศึกษา 4 แห่งในเขตตำบลเหยียนผิง เมืองไถตง จากการที่เด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเหวินหลินสามารถช่วยเหลือตนเองและยินดีช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยตระหนักว่าโครงการธนาคารเหวินหลินได้ดำเนินมาถึงจุดที่สมบูรณ์แบบแล้ว

การจัดทำโครงการธนาคารจำลองในโรงเรียนที่แฝงไว้ด้วยความกระตือรือร้นและยึดมั่นในอุดมการณ์ด้านการศึกษา โดยหวังว่าจะหลอมรวมการบริหารการเงินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเด็กนักเรียน อาจารย์ไล่เฮ่าเหว่ยกล่าวอย่างติดตลกว่า จะทำให้ไต้หวันเป็นเหมือนประเทศอิสราเอลที่ประชากรเป็นนักบริหารการเงินกันทุกคน

ไม่แน่! สักวันหนึ่งความฝันของเขาอาจจะกลายเป็นความจริง  

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

IN Tiếng Việt

Pendidikan Manajemen Keuangan di Bank Virtual SD Wenlin

Artikel‧Chen Chun-fang Gambar‧Chuang Kung-Ju

新北市文林國小首創校園貨幣,在學校辦銀行、發行紙鈔。學生透過擔任幹部、遵守生活常規等方式賺取薪水。孩子可以帶著存摺將薪水存進虛擬銀行,或是到專屬柑仔店,購置喜歡的商品。賺錢、消費、儲蓄,成了文林國小的日常風景,彷彿真實版大富翁遊戲,讓我們看見理財教育的無限可能。


Sekolah Dasar Wenlin di New Taipei City meluncurkan mata uang sekolah, mendirikan bank dan mengedarkan uang kertas sendiri. Para pelajar mendapatkan ìDolar Wenlinî dengan cara menjadi petugas kelas atau menaati kode etik. Upah mereka kemudian bisa ditabung dalam bank virtual atau digunakan untuk membeli barang dari toko kelontong khusus di sekolah. Kegiatan ekonomi seperti mendapatkan upah, mengkonsumsi dan menabung menjadi hal lazim di SD Wenlin, mengisyaratkan kemungkinan tak terbatas bagi pendidikan manajemen uang melalui sistem imajinatif bagaikan permainan  klasik ìMonopoli.î

 

Usai sekolah, lorong di depan kantor administrasi SD Wenlin mulai dipenuhi rak produk yang didorong keluar secara teratur oleh para pelajar. Murid-murid berdatangan dari berbagai sudut untuk memilih barang-barang yang dijual, tapi mereka tidak bisa membelinya dengan Dolar Taiwan, karena kasir hanya menerima Dolar Wenlin.

 

   
Reformasi sistem penghargaan

Lebih dari tiga tahun lalu, direktur akademis Lai How-wei mulai mempromosikan gagasan untuk mendirikan “Bank Wenlin,” suatu bank penghargaan yang berfungsi mencetak mata uang sendiri dan mengedarkan “Dolar Wenlin.” Motifnya adalah untuk menggantikan sistem insentif masa lampau, yang memberikan penghargaan berdasarkan akumulasi kartu kehormatan, dengan ideologi inovatif berbasis sistem ekonomi.

Penghargaan simbolis seperti mendapatkan kartu kehormatan dari tangan guru dan berfoto di atas panggung telah menjadi suatu konsep kadaluarsa. “Sistem penghargaan yang semula tampaknya hanya memberi semangat pada anak-anak yang sudah berprestasi baik, tapi yang hendak saya cari adalah sesuatu yang bisa menarik para murid berprestasi sedang atau kurang bagus”, tutur Lai.

Kunci  agar sistem tersebut disambut baik oleh para siswa adalah dengan merevisi syarat penghargaan. Menurut cetakan biru untuk Bank Wenlin dalam hati Lai, segala tidakkan yang menunjukkan sikap positif, misalnya menjadi petugas kelas, menyerahkan pekerjaan rumah pada waktunya, atau membersihkan kampus sekolah, akan menjadi dasar bagi seorang murid untuk memperoleh Dolar Wenlin, yang kemudian bisa dipakai untuk hadiah-hadiah yang dapat mereka pilih sendiri.

Seorang siswa di sekolah, yang harus diajarkan bukan hanya pengetahuan, namun juga tingkah laku yang benar. Kepala sekolah Chu Yu-huan sejak dulu sudah berniat untuk memperbaiki sistem penghargaan di sekolah, maka dengan segera ia setuju dengan ide yang diajukan Lai. “Sebagai pihak pendidik, target jangka pendek yang kami tetapkan adalah mempengaruhi tingkat laku anak-anak. Dengan terintegrasinya konsep uang melalui pengamatan terhadap konsumsi anak-anak, pendidikan manajemen uang telah menjadi target jangka panjang kami”, kata Chu ketika membicarakan eksperimen pendidikan yang telah menjadi semakin besar ini.

 

   
Badan ekonomi Wenlin

Lai berpendapat, untuk meningkatkan kepercayaan terhadap Dolar Wenlin, setiap murid bebas memilih apa yang hendak dibeli dengan uang yang diperoleh dengan susah payah.

Lai mengunjungi pembuat mainan di berbagai pelosok Utara Taiwan, dengan teliti memilih barang yang mungkin disukai anak-anak. Melalui proses uji coba, ia perlahan-lahan menyelami apa yang mereka sukai. Jenis barang di atas rak semakin banyak, dan toko kelontong di lorong kantor administrasi sekolah pun dengan sukses dibuka.

Transaksi ditangani dengan pembaca barcode yang dikoneksikan dengan komputer. Dengan cara memindai barcode, dalam waktu 20 menit saja, empat staf toko bisa secara efisien menangani puluhan, bahkan kadang-kadang ratusan konsumen. Melirik antrean panjang berliku-liku, para staf ini sering mengeluh pada Lai tentang tekanan tinggi dalam pekerjaan mereka, namun semangat dan rasa bangga dalam hati mereka sama sekali tidak mampu disembunyikan.

Lulusan departemen pendidikan kesenian, Lai How-wei sama sekali tidak tertarik pada manajemen keuangan sebelum mempromosikan Bank Wenlin. Agar rencananya bisa berjalan lancar, ia bahkan menekuni ilmu moneter, teknik distribusi supermarket dan sistem penggunaan barcode. Pengelolaan Dolar Wenlin akhirnya meraih banyak pengakuan dari para petugas keuangan yang berkunjung ke sekolah, mereka memujinya sebagai suatu badan ekonomi yang sempurna.

Revisi harga jual produk dan berbagai kegiatan yang dipromosikan tidak hanya membuat para murid semakin tertarik pada Dolar Wenlin, juga menimbulkan gejala inflasi dan deflasi. Ambil contoh Fukubukuro (Kantong keberuntungan) yang dijual setiap akhir tahun. Harganya pada tahun pertama adalah 30 Dolar, naik menjadi 90 Dolar pada tahun kedua, dan tahun ini dijual seharga 150 Dolar Wenlin. Lai menerangkan, “Harganya tidak boleh terlalu rendah. Saat ini pendapatan per kapita antara murid kami adalah 99 Dolar per bulan, berarti harga tersebut terjangkau oleh separuh dari mereka, tapi oleh karena lebih tinggi dari upah bulanan, mereka tetap akan merasa berat untuk memutuskan mau beli atau tidak.” Pergulatan batin inilah yang akan membantu anak-anak berpikir matang sebelum mengeluarkan uang.

 

   
Kenyataan dalam bank virtual

Bagi Lai How-wei, Bank Wenlin yang ideal tidak hanya mampu mencetak mata uang sendiri, juga harus menawarkan layanan tabungan. Untuk itu, menghitung uang yang disirkulasi antara 1.600 pelajar SD Wenlin adalah tantangan pertama yang hampir menggagalkan rencana tersebut.

Mesin penghitung uang memiliki mekanisme deteksi pemalsuan. Berat dan bahan yang dipakai untuk mencetak Dolar Wenlin berbeda dari uang kertas asli, maka mesin penghitung uang konvensional sama sekali tidak bisa dipakai di sekolah. Lai mencari di seluruh Taiwan dan akhirnya menemukan pensuplai berlokasi di Shulin yang bersedia memanufaktur mesin khusus. Tapi pada masa awalnya, partikel toner dari uang kertas Wenlin yang dicetak dengan mesin laser sering berjatuhan ke dalam mesin, sehingga teknisi harus  datang hampir seminggu sekali untuk mereparasi mesin yang rusak. Setahun kemudian hingga  generasi ke lima, barulah mesin penghitung uang SD Wenlin dapat beroperasi dengan sukses.

Ketika seorang murid melakukan deposito di Bank Wenlin, pegawai bank pertama-tama mengecek jumlahnya dengan mesin penghitung uang, kemudian menginput nomor akuntansi dan jumlah uang yang akan dideposito, memperbaharui buku tabungannya, dan terakhir menstempel kertas deposito dengan cap pegawai. Menggunakan jam belajar mandiri di pagi hari dan jam istirahat di siang hari, para murid yang bertugas sebagai pegawai Bank Wenlin dengan efisien memproses setiap transaksi, bagaikan orang dewasa yang bekerja sebagai pegawai bank profesional.

Sebagaimana di dunia nyata, pelajar yang hendak bekerja di toko kelontong sekolah atau Bank Wenlin harus melalui proses perekrutan yang ketat, termasuk mengisi dokumen permohonan untuk menerangkan alasan hendak menjadi pegawai, klub kampus sekolah yang pernah dipartisipasi serta pengalaman petugas kelas di masa lampau. Setelah melewati pemilihan tahap pertama, mereka akan dipanggil untuk wawancara kerja dan menjalani ujian simulasi pekerjaan. Ujian ini bertujuan untuk menilai kemampuan beradaptasi pelajar, tapi mayoritas siswa berpendapat wawancara lebih sulit daripada  ujian.

Setelah melalui tahap ini, setiap pelajar harus melewati masa percobaan selama satu bulan sebelum menjadi pegawai resmi. “Dalam satu bulan ini, saya akan mengamati kamu, dan kamu juga mengamati apakah pekerjaan ini sesuai untukmu”,  kata Lai. Saat ini, Bank Wenlin dan toko kelontong Wenlin masing-masing memiliki 10 pegawai. Menurut Lai, karena ketatnya persaingan , para pelajar yang terpilih pada umumnya sangat termotivasi, sehingga pergantian personel jarang terjadi. Kepala sekolah Chu merasa gembira bahwa “Anak-anak yang tamat dari Wenlin selalu mencintai dan bertanggung jawab pada pekerjaan mereka.”

 

   
Tantangan permainan uang

Pada saat program tersebut dimulai, suara oposisi segera bermunculan di lingkungan sekolah. Oleh karena tidak ada preseden yang bisa dicontoh, berbagai kalangan khawatir akan dampak kegiatan konsumerisme. Dalam acara pertemuan yang digelar pada awal pelaksanaan kegiatan ini, banyak guru dan orang tua murid menginginkan agar Lai segera menghentikan program tersebut.

Lai menerangkan, “Pada mulanya, saya hanya menjelaskan pada para guru yang tertarik, untuk menjelaskan saja bisa  memakan waktu dua jam.” Tapi berkat upaya komunikasi tersebut, Lai berhasil meraih persetujuan dari sepuluh kelas untuk bergabung dalam operasi tahun pertama Bank Wenlin. Sekarang, 80% kelas di sekolah telah secara aktif berpartisipasi dalam program penghargaan berbasis Dolar Wenlin tersebut.

Beberapa tahun telah berlalu. Lai How-wei menemukan bahwa kapasitas seorang anak untuk berpikir demi orang lain melampaui harapan orang dewasa. Banyak dari mereka akan mengingat  hari ulang tahun temannya dan membeli hadiah dengan menggunakan Dolar Wenlin; salah satu darinya bahkan membeli gelas tempat pensil bergambar Hello Kitty untuk ibunya. Melihat sikap dan tindakan berpikir untuk orang lain yang ditampilkan anak-anak, para orang tua pun mengesampingkan kekhawatiran.

Apakah terlalu dini bagi seorang anak untuk memegang uang sehingga membentuk karakter terlalu mengutamakan uang di masa depan? Ini masih diragukan oleh berbagai kalangan, tapi melalui pengamatan bahwa seorang anak bisa memilih antara barang yang diharuskan dan barang yang diinginkan melalui penggunaan uang yang didapatkan melalui kerja keras, Lai berharap program Bank Wenlin bisa membangun konsep uang yang akurat dalam hati setiap murid SD Wenlin. “Saya sering melihat seorang anak mengambil suatu barang kemudian menaruhnya kembali. Ini mungkin tidak bisa diukur dengan alat, tapi saya yakin otak anak itu telah berpikir sejenak,” tutur Lai, menegaskan bahwa berpikir adalah kemampuan setiap manusia yang harus dididik.

 

   
Puzzle terakhir Bank Wenlin

Pada saat keuangan berbaur dengan kehidupan, kesulitan untuk mendorong pendidikan finansial akan berkurang dengan skala besar. Beberapa saat lalu, Lai How-wei meluncurkan program deposito berjangka satu, tiga, enam dan dua belas bulan, dengan suku bunga berbeda untuk jangka waktu deposito berbeda. Pada saat baru diluncurkan, ada seorang murid kelas empat mencari Lai dan menanyakan cara paling efektif untuk mendeposito uangnya. Kebanyakan orang hanya mulai belajar bagaimana mengelola uang mereka setelah pertama kali mendapatkan upah pekerjaan. Proses belajar osmotik yang dipromosikan Bank Wenlin menanamkan konsep pengelolaan uang dalam hati setiap anak, meyakinkan bahwa mereka akan mengetahui lebih banyak tentang strategi keuangan di masa depan.

Maret 2017, Lai How-wei menginisiasi kampanye amal. Sekolah Dasar Hongye di Kabupaten Taitung yang dengan serius terkena dampak bencana  Taifun Nepartak, dipilih sebagai penerima donor agar para pelajar Wenlin bisa merasakan kesulitan yang dihadapi anak-anak dari kelompok usia sebaya karena tidak mampu bersekolah akibat bencana alam. Paket alat tulis senilai 99 Dolar Wenlin dirilis untuk dibeli dan disumbangkan. Menurut rencana awal, hanya 100 paket akan dijual, tetapi respon antusias dari para murid akhirnya menghasilkan sumbangan sebanyak lebih dari 800 paket. Lai dan Kepala Sekolah Chu kemudian secara pribadi menyerahkan paket amal tersebut kepada empat sekolah dasar di Kota Yanping, Taitung. Pengalaman ini menunjukkan, anak-anak SD Wenlin tidak hanya telah mempelajari keterampilan untuk membantu diri sendiri, tetapi juga bersedia membantu orang lain. Bagi Lai, ini adalah kulminasi dari pelaksanaan  Bank Wenlin.

Rencana SD Wenlin untuk mendirikan sebuah bank berdasarkan semangat dan ideologi pendidikan telah membawa manajemen keuangan dalam kehidupan para pelajar. Lai sekarang sudah lebih yakin, Taiwan dengan masyarakat yang mampu mengelola uang seperti  Israel, mungkin akan terwujud tidak lama lagi.  

Ngân hàng tí hon của Trường tiểu học Văn Lâm, mang lại trải nghiệm cuộc sống đại phú ông nhí cho các bé

Bài viết‧Chen Qun Fang Ảnh‧Chuang Kung Ju Biên dịch‧Tường Vy

新北市文林國小首創校園貨幣,在學校辦銀行、發行紙鈔。學生透過擔任幹部、遵守生活常規等方式賺取薪水。孩子可以帶著存摺將薪水存進虛擬銀行,或是到專屬柑仔店,購置喜歡的商品。賺錢、消費、儲蓄,成了文林國小的日常風景,彷彿真實版大富翁遊戲,讓我們看見理財教育的無限可能。


Trường tiểu học WenLin (Văn Lâm) thành phố Tân Bắc là ngôi trường đầu tiên có ý tưởng sáng tạo sử dụng đồng tiền riêng trong trường, mở ngân hàng tí hon tại trường và phát hành tiền giấy. Những em học sinh giữ chức vụ cán bộ lớp và tuân thủ đúng quy định nhà trường sẽ được nhận lương. Các em còn có thể đem sổ tài khoản đi gửi tiền lương vào ngân hàng ảo của trường, hoặc đến căn-tin mua sản phẩm mình yêu thích. Có thể nói công việc kiếm tiền, chi tiêu mua sắm, tiết kiệm tiền đã trở thành hình ảnh thường nhật diễn ra trong ngôi trường, dường như là một trò chơi đại phú ông phiên bản thực, từ đó giúp chúng ta thấy được năng lực giáo dục quản lý tài chính vô hạn trong học đường.

 

Tiếng chuông tan học reo vang cũng là lúc các em học sinh tất bật đẩy quầy hàng từ phía ngoài phòng học vụ ra khu vực hành lang, các em trưng bày hàng lên kệ một cách thành thục, sau lưng là từng nhóm học sinh các khối lớp theo nhau đến quầy hàng mua sắm. Sau khi chọn xong đồ thì đến quầy thu ngân để tính tiền, nhưng điều đáng yêu là ở đây không thu Đài tệ, mà chỉ sử dụng tiền do chính Trường tiểu học WenLin phát hành.

 

Cuc ci cách cơ chế
khen th
ưng mi sáng to

Khoảng hơn ba năm trước, Chủ nhiệm phòng học vụ thầy Lại Hạo Vi (Lai Hao Wei) bắt đầu lập kế hoạch thành lập Ngân hàng WenLin, cho in ấn "tiền WenLin" trong nội bộ trường nhằm thử nghiệm việc dùng khái niệm sáng tạo thực hiện chế độ tài chính kinh tế trong trường, thay thế cho phương pháp khen thưởng truyền thống là sưu tập thẻ vinh dự để đổi lấy giấy khen trong trường.

Trước đây học sinh sưu tập thẻ vinh dự do thầy cô tặng thưởng, rồi chụp ảnh lưu niệm và nhận quà khen thưởng mang tính tượng trưng, phương pháp này quả thực không còn sức hấp dẫn đối với các em. Thầy Lại Hạo Vi chia sẻ: "Cách khen thưởng trước đây hầu như chỉ để khuyến khích các học sinh vốn đã xuất sắc, nhưng tôi thì lại muốn thu hút các em học sinh ở nhóm trung bình trở xuống".

Thầy Lại Hạo Vi cho rằng phương thức khen thưởng muốn nhận được sự hưởng ứng của đa số học sinh thì việc điều chỉnh điều kiện khen thưởng là yếu tố then chốt nhất. Ví dụ, học sinh chỉ cần đảm nhiệm chức vụ cán bộ lớp, học sinh nộp bài tập đúng thời hạn, hoặc tham gia dọn vệ sinh trường học v.v, các em chỉ cần có hành vi đúng đắn đều có thể nhận được thưởng tiền WenLin. Tiếp theo là cách giáo dục các em chi tiêu tiền WenLin, các em có thể tự quyết định quà thưởng cho mình, cách giáo dục sử dụng tiền đúng đắn cho học sinh mới chính là ý đồ quan trọng trong kế hoạch thành lập Ngân hàng WenLin của thầy Lại Hạo Vi.

Học sinh khi đến trường, ngoài tiếp thu kiến thức cần phải thông qua sự dẫn dắt chỉ bảo của thầy cô để học tập hành vi đúng đắn. Hiệu trưởng trường Chu Ngọc Hoàn (Zhu Yu Huan) vốn cũng có ý định cải thiện chế độ khen thưởng cho học sinh, sau khi nghe ý tưởng của thầy Lại Hạo Vi lập tức tán thành. ‘Là một đơn vị giáo dục, đối với chúng tôi kỹ năng thay đổi hành vi chỉ là mục tiêu trong thời gian ngắn, vì việc đưa khái nhiệm tài chính vào nhà trường kết hợp với sự quan sát của thầy Lại Hạo Vi về hành vi chi tiêu của các em, công tác giáo dục quản lý tài chính mới trở thành mục tiêu lâu dài” Hiệu trưởng Chu Ngọc Hoàn vừa cười vừa chia sẻ, trải nghiệm giáo dục như thế không ngờ càng ngày càng lớn mạnh.

 

   
Th chế kinh tế ca
Tr
ưng tiu hc WenLin

Thầy Lại Hạo Vi cho biết cần phải tạo nên giá trị cho đồng tiền WenLin, giúp học sinh vừa có thể dùng tiền WenLin mua sắm những thứ mình yêu thích vừa hưởng được quyền tự do lựa chọn.

Thầy Lại Hạo Vi đi khắp các nhà máy đại lý đồ chơi khu vực miền Bắc, thầy tỉ mỉ lựa chọn những món đồ mà các em có thể sẽ thích. Qua nhiều lần thử nghiệm, thầy dần dần hiểu sở thích của các bạn nhỏ. Sản phẩm bày bán trên gian hàng ngày càng nhiều và đa dạng, căn tin ở hành lang trước phòng học vụ thế là đã khai trương một cách thuận lợi.

Máy tính tiền sử dụng máy vi tính kết hợp mã vạch cảm ứng, các em quét mã vạch dán trên sản phẩm như những nhân viên chuyên nghiệp, rồi thu tiền, đếm tiền, chỉ trong vòng 20 phút mà 4 bạn nhân viên quầy hàng phải phục vụ từ mấy chục cho đến hàng trăm khách hàng. Nhìn hình ảnh học sinh xếp thành hàng dài để thanh toán, đội ngũ nhân viên nhí quay sang nhìn thầy Lại Hạo Vi với nét mặt phụng phịu nhõng nhẽo tỏ vẻ áp lực, nhưng trong lời nói với khách hàng của các em khó mà giấu được sự phấn khích cũng như niềm tự hào về công việc mà các em đang làm.

Thầy Lại Hạo Vi tốt nghiệp khoa giáo dục mỹ thuật, trước khi xúc tiến kế hoạch thành lập Ngân hàng WenLin thầy không hề chút hứng thú với việc quản lý tài chính, cho nên để kế hoạch được tiến triển thuận lợi, thầy đã nghiên cứu môn tiền tệ học, tìm hiểu kỹ năng bổ sung hàng hóa ở cửa hàng tiện ích và nguyên tắc sắp xếp mã vạch.

 Thông qua công việc điều chỉnh giá cả sản phẩm hoặc tổ chức hoạt động, không những giúp học sinh tăng thêm hứng thú đối với đồng tiền WenLin, mà còn tạo nên lạm phát và giảm phát trong phạm vi thích hợp. Ví dụ như, mỗi dịp cuối năm sẽ cho mở đợt đặt mua túi quà, rồi đặt ra chiến lược giá niêm yết, từ năm đầu tiên giá 1 túi quà là 30 đồng WenLin, đến năm thứ 2 là 90 đồng WenLin, năm nay lên mức 150 đồng WenLin. Thầy Lại Hạo Vi cười nói: "Giá niêm yết không được quá thấp, hiện tại mỗi học sinh có thu nhập bình quân hàng tháng là 99 đồng WenLin, một nửa số học sinh trong trường có đủ tiền để mua, nhưng do giá vượt hơn 1 tháng thu nhập nên trước khi mua học sinh cũng sẽ có cảm giác tiếc tiền". Thầy cho rằng sự đắn đo khi mua sắm sẽ giúp cho các em học được cách phải suy nghĩ trước khi chi tiêu. Sự nỗ lực từng bước thúc đẩy hoạt động kinh doanh bằng tiền WenLin của thầy Lại Hạo Vi khiến một số nhân viên tài chính từng đến thăm trường phải thán phục chế độ kinh tế hoàn thiện của trường WenLin.

 

   
Ngân hàng o nhưng li rt thc

Ngân hàng WenLin lý tưởng trong lòng thầy Lại Hạo Vi không chỉ có tiền giấy, mà còn cung cấp dịch vụ tiết kiệm tiền. Toàn trường WenLin có hơn 1.600 học sinh, chỉ riêng công đoạn đếm tiền thôi cũng đủ để kế hoạch thất bại.

Máy đếm tiền thông thường có cơ chế nhận biết tiền thật hay giả, nhưng tiền WenLin lại bằng chất liệu và có con số hoàn toàn khác so với tiền thật, cho nên máy đếm tiền bình thường trên thị trường không thể sử dụng được cho tiền WenLin. Thầy Lại Hạo Vi bèn tìm đến các nhà máy ở Đài Loan, cuối cùng đã tìm ra một nhà máy ở khu vực ShuLin (Thụ Lâm), nhờ họ thiết kế cho một máy đếm tiền chuyên dụng cho tiền WenLin. Còn máy in tiền WenLin cứ mỗi lần in là rơi rất nhiều bụi than làm máy bị hỏng hóc, hầu như tuần nào cũng phải mời thợ đến sửa, cả năm trời thử nghiệm, cho mãi đến đời máy in thứ 5 mới tuyên bố máy in tiền thành công.

Dịch vụ gửi tiền trong Ngân hàng WenLin do nhân viên ngân hàng đếm tiền, sau đó nhập số tài khoản và số tiền gửi vào máy tính rồi cho bổ sung số liệu vào sổ tài khoản, cuối cùng đóng dấu chuyên dụng của nhân viên ngân hàng, như vậy thủ tục gửi tiền mới hoàn tất. Thời gian gửi tiền được chọn vào giờ ôn bài buổi sáng hoặc giờ nghỉ trưa, hiệu suất xử lý công việc của nhóm nhân viên ngân hàng tí hon, có thể nói không thua kém gì người lớn.

Giống như trong đời sống thực tế, học sinh nào muốn trở thành nhân viên ngân hàng Văn Lâm hoặc nhân viên bán hàng ở căn tin trường Văn Lâm đều phải trải qua giai đoạn thi tuyển gay cấn. Đầu tiên phải điền phiếu đăng ký ghi rõ lý do muốn gia nhập, đã từng tham gia hoạt động đoàn thể nào chưa, hoặc có kinh nghiệm làm cán sự lớp không v.v. Sau khi trải qua giai đoạn tuyển chọn sơ bộ sẽ tiến hành phỏng vấn, các câu hỏi mô phỏng theo tình huống thực tế, chủ yếu kiểm tra khả năng ứng biến của các em, nhiều học sinh nói rằng khâu phỏng vấn còn khó hơn là đi thi.

Khi đã lọt qua vòng phỏng vấn còn phải thông qua giai đoạn thử việc trong vòng 1 tháng rồi mới chính thức được tuyển dụng. Thầy Lại Hạo Vi đều nhắc nhở học sinh như thế này: " Trong 1 tháng này thầy sẽ quan sát sự thể hiện của các em, các em cũng phải quan sát xem công việc này có thích hợp với mình không". Hiện tại kế hoạch Ngân hàng WenLin có 10 nhân viên ngân hàng và nhân viên bán hàng, thầy Lại Hạo Vi cho biết, do đây là công việc không dễ dàng được tuyển dụng nên các em ai cũng có động lực làm việc tích cực, em nào vào làm cũng không muốn nghỉ việc. Hiệu trưởng Chu Ngọc Hoàn nói: " Hy vọng các em học sinh bước ra từ trường WenLin đều trở thành người yêu công việc của mình, và là người cần cù có trách nhiệm".

 

   
Trò chơi tin bc trong
tr
ưng vô cùng gay cn

Trong thời gian thực hiện kế hoạch, nội bộ trường không ít lần xuất hiện những tiếng nói phản đối, vì là kế hoạch mới toanh không có tiền lệ, lại còn dính dáng đến hành vi chi tiêu nên khiến cho giới bên ngoài lo lắng. Thời điểm ban đầu khi mở các cuộc họp giải thích, một số phụ huynh và giáo viên đã phản ứng kịch liệt, yêu cầu thầy Lại Hạo Vi dừng ngay kế hoạch.

Thầy Lại Hạo Vi chia sẻ:"Ban đầu tôi tìm những thầy cô có hứng thú với kế hoạch để bàn bạc, chỉ riêng việc giải thích kế hoạch đã mất 2 tiếng đồng hồ". Với sự nỗ lực không ngừng trao đổi của thầy, cuối cùng trong năm đầu tiên đã chọn được 10 lớp bắt đầu vận hành Ngân hàng WenLin. Cho đến nay 80% khối lớp trong trường đã sử dụng đồng tiền WenLin làm phần thưởng khuyến khích trong lớp.

Sau vài năm, thầy Lại Hạo Vi phát hiện đầu óc suy nghĩ của các em vượt xa mức tưởng tượng của mọi người. Có học sinh quan sát biết được sinh nhật của bạn bè xung quanh rồi dùng tiền WenLin đi mua quà tặng bạn, còn có một bạn nam mua hộp bút Hello Kitty trong trường về tặng mẹ. Nhìn thấy sự chu đáo cũng như hành động đúng đắn của các em, nỗi lo lắng trong lòng các bậc phụ huynh mới dần được giải tỏa.

 Đối mặt với những nghi vấn bên ngoài, e ngại học sinh tiếp xúc với tiền bạc quá sớm liệu có biến các bé trở nên thực dụng. Thực ra tính cách của con người hàng ngàn hàng vạn kiểu, có lợi cho người khác và có lợi cho bản thân khó mà tồn tại cùng lúc, nhưng thông qua biết bao nhiêu sự lựa chọn trong cuộc sống, thầy Lại Hạo Vi hy vọng trong quá trình này các em sẽ biết xây dựng quan niệm tiền bạc đúng đắn, biết phân biệt cái gì cần thiết và cái gì muốn sở hữu, bởi phải trải qua sự nỗ lực thì các em mới có được thành quả, cho nên mỗi một đồng tiền WenLin đối với các em học sinh đều được sử dụng một cách cẩn thận. Thầy chia sẻ: "Tôi thường thấy các em cầm món hàng nào đó lên rồi bỏ xuống không mua, có lẽ không thể dựa vào đó làm thước đo, nhưng tôi biếttrong đầu các em đang suy tính đi suy tính lại một điều gì đó". Vâng đó chính là sự suy ngẫm, là một khả năng vô cùng quý báu cần được nuôi dưỡng bồi đắp.

 

   
Mnh ghép cui cùng trong
b
c tranh Ngân hàng WenLin

Một khi tư duy quản lý tài chính được áp dụng vào cuộc sống, thì mức độ khó khăn của việc phát động giáo dục tài chính trong nhà trường giảm đi rất nhiều. Thời thời gian gần đây, thầy Lại Hạo Vi còn đưa ra chương trình gửi tiền tiết kiệm định kỳ gồm thời hạn 1 tháng, 3 tháng, 6 tháng và 12 tháng, lợi tức khác nhau tùy thuộc vào thời gian tiết kiệm ngắn hạn hay dài hạn. Sau khi chương trình được công bố, một học sinh lớp 4 chạy đến thảo luận với thầy Lại Hạo Vi, nghiên cứu làm sao gửi tiết kiệm để mang lại hiệu quả vận dụng vốn. Đa số mọi người phải chờ đến khi ra xã hội rồi mới bắt đầu học cách quản lý tài chính, thông qua mô hình làm quen dần với tài chính của Ngân hàng WenLin đã gieo hạt mầm khái niệm tài chính vào trí óc các em, tương lai sau này học sinh sẽ có thêm nhiều chiến lược quản lý tài chính.

Tháng 3 năm 2017, thầy Lại Hạo Vi đưa ra kế hoạch hỗ trợ từ thiện, thầy chọn Trường tiểu học HongYe (Hồng Diệp) là trường học chịu thiệt hại bởi cơn bão Nepartak, để cho học sinh trường WenLin thấu hiểu hoàn cảnh các bạn cùng trang lứa với mình vì thiên tai thiệt hại nên không được đến trường. Trong kế hoạch này, thầy cho bán hộp văn phòng phẩm từ thiện trị giá 99 đồng WenLin, học sinh trong trường sẽ tự nguyện mua hàng làm từ thiện. Ban đầu chỉ chuẩn bị 100 hộp, nào ngờ học sinh trong trường ủng hộ nhiệt liệt, cuối cùng bán được hơn 800 hộp. Thầy Lại Hạo Vi cùng hiệu trưởng Chu Ngọc Hoàn tận tay trao tấm lòng từ thiện của các em đến cho các bạn học sinh của 4 trường tiểu học khu vực Xã Diên Bình (YanPing) huyện Bình Đông (PingDong). Có thể mang lại ích lợi cho mình và tự nguyện mang lại lợi ích cho người khác, đối với thầy Lại Hạo Vi mà nói đó là diện mạo hoàn thiện nhất của Ngân hàng WenLin.

Lại Hạo Vi, thầy giáo thực hiện kế hoạch thành lập ngân hàng học đường, nuôi dưỡng lý tưởng và nhiệt huyết đối với giáo dục, đưa việc quản lý tài chính vào cuộc sống học đường của các em học sinh. Thầy đùa và nói rằng, muốn biến Đài Loan giống như Israel, ai ai cũng biết quản lý tài chính, sau này rồi có lúc sẽ thành hiện thực.

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!