การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์

ให้ยั่งยืนเคียงคู่ไต้หวันตลอดไป
:::

2019 / ตุลาคม

บทความ‧เจิงหลันสู รูปภาพ‧หลินเก๋อลี่ คำแปล‧อัญชัน ทรงพุทธิ์


詩人余光中《你想做人魚嗎?》的詩問道:「你知道山高不及海深嗎? 你知道地廣不及海闊嗎? 你知道海量是怎樣的肚量?你知道海涵是怎樣的涵養?海神的財富是怎樣的秘藏?」

是的,海島台灣,陸地面積不到地球萬分之三,卻蘊育十分之一的海洋魚類物種。然而,海洋以快板奏出驚愕交響曲提醒台灣:海洋資源枯竭、棲地環境惡化。付出行動,保育海洋資源,才能在未來奏出和諧的樂章。


บทกวีชื่อ “คุณอยากเป็นนางเงือกไหม?” ผลงานของอวี๋กวงจง (余光中) กวีเอกชาวไต้หวันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง พรรณนาไว้ว่า “คุณรู้ไหม? ภูเขาสูงก็ไม่สู้ทะเลลึก คุณรู้ไหม? ผืนแผ่นดินไม่ได้กว้างใหญ่กว่าทะเลที่เวิ้งว้าง คุณรู้ไหม? ความใจกว้างต้องใช้ความอดทนมากเพียงใด คุณรู้ไหม? การให้อภัยต้องฝึกฝนจิตใจอย่างไร คุณรู้ไหม? สมบัติของเทพแห่งท้องทะเลเก็บซ่อนไว้ ณ ที่ใด”

ไต้หวันถูกล้อมรอบด้วยทะเล มีพื้นที่ไม่ถึง 3 ใน 10,000 ส่วนของโลก แต่ทว่า อุดมไปด้วยพันธุ์ปลาทะเลมากถึง 1 ใน 10 ของโลก กระนั้นก็ดี ท้องทะเลได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ทรัพยากรทางทะเลกำลังจะเหือดหายมลายสิ้น แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในทะเลอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่  มีเพียงร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างปรองดองและสันติสุข

สิ่งมีชีวิตในทะเลบนโลกใบนี้มีประมาณ 220,000-230,000 ชนิด แม้ไต้หวันจะมีพื้นที่เพียงน้อยนิด แต่จากลักษณะภูมิประเทศที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทำให้ไต้หวันมีสิ่งมีชีวิตในทะเลมากถึง 12,000-13,000 กว่าชนิด

 

สิ่งมีชีวิตในทะเลไต้หวัน หลากประเภทหลายชนิด

ไต้หวันเป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของหมู่เกาะอินเดียตะวันออกซึ่งมีทรัพยากรสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลตะวันออก ทะเลจีนใต้ กับทะเลฟิลิปปินส์ อันเป็นระบบนิเวศทางทะเลขนาดใหญ่ (Large Marine Ecosystem, LME) นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่กระแสน้ำคูโรชิโอะ (Kuroshio Current) กระแสน้ำชายฝั่งทะเลของจีนแถบมณฑลฮกเกี้ยน-เจ้อเจียง และกระแสน้ำทะเลจีนใต้ไหลเวียนมาบรรจบกัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ

เส้ากว่างเจา (邵廣昭) อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ สภาวิจัยแห่งชาติ (Biodiversity Research Center at the Academia Sinica : BRCAS) ของไต้หวัน ใช้เวลา 25 ปีในการจัดทำ “คลังข้อมูลพันธุ์ปลาไต้หวัน” (Fish Database of Taiwan) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีข้อมูลพันธุ์ปลาในน่านน้ำไต้หวันจำนวนทั้งสิ้น 3,200 สายพันธุ์ ครองสัดส่วน 1 ใน 10 ของสายพันธุ์ปลาทั่วโลก ในจำนวนนี้มี 322 สายพันธุ์ที่พบเฉพาะในไต้หวันเท่านั้น

ที่พิเศษกว่านั้นคือ ไต้หวันมีปลาในวงศ์ปลาผีเสื้อและปลาสินสมุทรมากที่สุดในโลก โดยวงศ์ปลาผีเสื้อพบมากถึง 43  สายพันธุ์ จากทั้งหมด 122 สายพันธุ์ ครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้นนอกจากได้รับสมญานาม “อาณาจักรแห่งผีเสื้อ” แล้ว ไต้หวันยังถูกขนานนามว่า “อาณาจักรแห่งปลาผีเสื้อ” อีกด้วย

นอกจากมีพันธุ์ปลาหลากหลายชนิดแล้ว แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาแต่ละชนิดยังมีเอกลักษณ์พิเศษในแบบฉบับของไต้หวันอีกด้วย เนื่องจากไต้หวันตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อของเขตร้อนกับกึ่งเขตร้อน ทำให้สิ่งมีชีวิตในน่านน้ำทางภาคเหนือและใต้ต่างกันโดยสิ้นเชิง เส้ากว่างเจายกตัวอย่างว่า “เราจะพบปลากะรังแถบน้ำตาล (Cephalopholis boenak) และปลาสลิดทะเล (Chromis fumea) ในน่านน้ำทางภาคเหนือของไต้หวัน แต่จะไม่พบในน่านน้ำทางภาคใต้เลย ขณะเดียวกัน จะพบปลาไหลสวนจมูกแหลม (Gorgasia taiwanensis) กับปลาทองทะเล (Pseudanthias squamipinnis) ที่น่านน้ำเขิ่นติง แต่จะไม่พบร่องรอยของมันที่น่านน้ำทางภาคเหนือ ทรัพยากรทางทะเลที่หลากหลายเช่นนี้แทบจะไม่มีที่ใดในโลกเสมอเหมือน”

 

เขตน้ำขึ้นน้ำลงและแนวปะการัง สร้างทัศนียภาพที่ไม่ซ้ำแบบ

ความหลากหลายทางชีวภาพในเขตน้ำขึ้นน้ำลงของไต้หวัน เห็นได้จากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นหาดหิน  หาดโคลน ป่าโกงกางริมทะเล เขตปะการังหินและแนวปะการัง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น ระบบนิเวศแนวปะการัง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ไต้ชางเฟิ่ง (戴昌鳳) ประจำสถาบันวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (Institute of Oceanography at National Taiwan University) ซึ่งศึกษาวิจัยแนวปะการังไต้หวันมากว่า 30 ปี เปิดเผยว่า ทั่วโลกมีแนวปะการังประมาณ 1,000 ชนิด น่านน้ำไต้หวันที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีแนวปะการังประมาณ 300 ชนิด อาทิ กัลปังหา (Octocorallia) ซึ่งเป็นปะการังที่มีหนวด 8 เส้น เฉพาะที่หมู่เกาะปราตัสพบมากถึง 118 ชนิด ที่เขิ่นติงพบเกือบ 300 ชนิด นับเป็นความมหัศจรรย์ยากจะหาที่ใดในโลกเทียบเคียงได้  อีกทั้งกว่าจะกลายมาเป็นแนวปะการังเล็กๆ ต้องใช้เวลานานนับร้อยปี แนวปะการังที่หายากและสวยงามในน่านน้ำไต้หวันเหล่านี้ บางแห่งมีอายุนับแสนปีเลยทีเดียว

ศ.ไต้ชางเฟิ่งใช้เวลา 2 ปี ในการสำรวจปะการังที่หมู่เกาะปราตัสจนครบถ้วนสมบูรณ์ เขากล่าวว่า เกาะปะการังรูปวงแหวนปราตัส (Pratas Islands atoll) บนเส้นละติจูดที่สูงถึง 20 องศาเหนือ และมีความยาว 25 กม. นับเป็นสิ่งหายากในโลก  หลังผ่านการฟื้นฟูสภาพตามธรรมชาติ ประกอบกับมีการกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเลซึ่งช่วยลดการถูกทำลายโดยมนุษย์ ทะเลสาบน้ำเค็มภายในเกาะปะการังวงแหวนและปะการังใต้ทะเลในบริเวณนี้เพิ่มขึ้นจากเมื่อครั้งที่เผชิญกับภัยธรรมชาติได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนเหลือเพียง 0% ได้เพิ่มขึ้นเป็น 40-50%

 

การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล 3 ขั้นตอน

สาเหตุที่ทรัพยากรทางทะเลถูกทำลาย เกิดจากการทำประมงเกินขนาด (Overfishing) แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาถูกทำลาย  มีมลพิษ  ถูกทำลายจากชนิดพันธุ์รุกรานต่างถิ่นและประชากรที่มากเกินไป เส้ากว่างเจาเตือนว่า ลูกหลานของเราอาจไม่มีอาหารทะเลให้รับประทานกันอีกต่อไป พร้อมวอนให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล โดยขั้นตอนแรกคือ “จำกัดการทำประมง” โดยจำกัดอุปกรณ์ทำประมง วิธีทำประมง ระยะเวลาทำประมง รูปแบบการทำประมง  สถานที่ทำประมง และเรือประมง “กระนั้นก็ดี การจำกัดการทำประมงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ กำหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine protected areas, MPA) และประชาชนต้องบริโภคปลาอย่างชาญฉลาด  บริโภคอาหารทะเลให้สอดคล้องกับวิธีทำประมงอย่างยั่งยืน”

ปัจจุบันรัฐบาลไต้หวันได้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติทางทะเลปราตัส ไถเจียง และ 4 เกาะตอนใต้ อีกทั้งได้จัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ ทรัพยากรประมงและธรรมชาติริมฝั่งทะเลมากกว่า 100 แห่ง เส้ากว่างเจาเรียกร้องว่า มาตรการที่ใช้ในพื้นที่คุ้มครองฯ มีทั้งการห้ามทำประมง และกำหนดเขตสงวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่ใช้สำหรับควบคุมการทำประมงเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการอนุรักษ์ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องปฏิบัติการตรวจจับอย่างจริงจัง มิฉะนั้นจะเป็นเพียง “พื้นที่คุ้มครองทางทะเลบนแผ่นกระดาษ” ที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อย่างแท้จริง

 

ร่วมกันอนุรักษ์คุณค่าและความงดงามของท้องทะเล

ขั้นตอนต่อไปของการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล คือ ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ย่อมบังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่งดงาม สหกรณ์ประมงหลิวฉิว เมืองผิงตง ยอมเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เพราะชาวประมงจำนวนมากแจ้งว่าปลาหลายชนิดที่เคยพบในน่านน้ำรอบๆ เกาะเสี่ยวหลิวฉิว อาทิ ปลาดาบเงินใหญ่ (Trichiurus lepturus) ปลาหางแข็ง (Mega laspis cordyla) ปลาตาหวานหนังบาง (Priacanthus macracanthus) และปลาพระจันทร์ (Mene maculate) ลดลงจากในอดีตมาก ดังนั้นสหกรณ์ฯ จึงออกมาตรการห้ามทำประมงด้วยอวนลากติดตาในรัศมี 3 ไมล์ทะเลรอบเกาะเสี่ยวหลิวฉิวในปีค.ศ.2013  และแนะให้ชาวประมงหันมาทำประมงแบบยั่งยืนโดยการใช้เบ็ดตวัดและเบ็ดราว นอกจากนี้ ยังปฏิบัติการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนปีละกว่า 10 ราย ขณะเดียวกันได้สร้างแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาด้วยการวางปะการังเทียมจนประสบความสำเร็จในการรักษาทรัพยากรทางทะเล

หลี่อี้ลี่ (李益利) เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สหกรณ์ประมงหลิวฉิว เปิดเผยว่า เนื่องจากอวนลากติดตาเป็นอันตรายต่อเต่าทะเล หลังห้ามทำประมงโดยใช้อวนติดตาแล้ว นักประดาน้ำสามารถพบเห็นเต่าทะเลมากขึ้น แม้แต่เต่าตนุก็ว่ายมาทักทาย ปลาดาบเงินใหญ่ที่ชาวประมงจับได้ก็ตัวใหญ่ขึ้น แต่ละตัวหนัก 2-3 กก.จากเดิมหนักประมาณ 1-2 กก. ทำให้ขายได้ราคาดีขึ้น เทศบาลเมืองจินเหมิน (金門縣政府) ได้จัดตั้งเขตรักษาพันธุ์แมงดาทะเลกู่หนิงโถว (古寧頭) ที่บริเวณเขตน้ำขึ้นน้ำลงในทะเลฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์แมงดาทะเลซึ่งเป็นสัตว์โบราณที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ตั้งแต่เมื่อ 400 ล้านปีที่แล้ว ถูกขนานนามว่า “ฟอสซิลที่มีชีวิตบนชายหาด”  เนื่องจากเมื่อแมงดาตัวผู้กับตัวเมียจับคู่กันแล้ว มันจะไม่แยกร่างออกจากกันอีกเลยจนชั่วชีวิต ดังนั้นแมงดาทะเลจึงได้รับสมญานามว่า “ปลาผัวเมีย” อีกด้วย เมื่อ 50 ปีที่แล้ว พบแมงดาทะเลมากมายตามแนวชายฝั่งของไต้หวัน  แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมแปรเปลี่ยนไป ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาไม่พบร่องรอยของแมงดาทะเลในแถบชายฝั่งด้านตะวันตกอีกเลย

สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำจินเหมิน ได้จัดหาสถานที่ “วางไข่และกกไข่” ให้แมงดาทะเลที่มักประสบปัญหาในการวางไข่  จากนั้นจึงนำตัวอ่อนไปปล่อยคืนสู่ท้องทะเล ทำให้ลูกแมงดาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ที่ชายหาดสงซือเป่า (雄獅堡海灘) ซึ่งไม่ใช่สถานที่ปล่อยลูกแมงดากลับลงทะเล แต่กลับพบร่องรอยของแมงดาทะเลที่โตเต็มที่ขึ้นมาวางไข่บนบก

 

ซีฟู้ดไกด์ เพื่อการบริโภคอาหารทะเลอย่างยั่งยืน

การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลขั้นตอนที่ 3 คือ การสร้างจิตสำนึกให้แก่ผู้บริโภค เส้ากว่างเจาได้ผลักดัน”ซีฟู้ดไกด์ ไต้หวัน” (Seafood Guide Taiwan) โดยเรียกร้องให้ผู้บริโภคเลิกรับประทานปลาในแนวปะการัง อาทิ ปลาทูน่า และปลาฉลามวาฬ  ซึ่งได้จากการทำประมงที่มากเกินกำลังผลิตของสัตว์น้ำหรือการประมงที่ทำลายระบบนิเวศ แต่ให้หันมารับประทานปลาซันมะ ปลานิล ปลานวลจันทร์ทะเล และกุ้งซากุระ ที่มาจากบ่อเลี้ยงปลาที่มีระบบการบริหารที่ดี ตลอดจนเพิ่มการบริโภคปลาสายพันธุ์ที่มีการอพยพย้ายถิ่นเป็นฤดูกาล ปลาที่เพาะเลี้ยงได้ และสัตว์น้ำลำดับล่างสุดในห่วงโซ่อาหาร  เลิกซื้อปลานักล่าขนาดใหญ่ หรือปลาหายาก

Upwelling ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทะเลไต้หวัน ริเริ่มจัดทำดัชนีความรับผิดชอบด้านประมง (Responsible Fishery Index) หรือดัชนี RFI ในปีค.ศ.2015  โดยยึดตามหลักจรรยาบรรณว่าด้วยการทำประมงอย่างรับผิดชอบ (FAOs Code of Conduct for Responsible Fisheries: CCRF) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสภาพแวดล้อมด้านการประมงของไต้หวัน กำหนดค่าดัชนี RFI จากมาตรฐานด้านต่างๆ อาทิ ปริมาณปลาที่มากเพียงพอ การทำประมงอย่างถูกกฎหมาย ศักยภาพด้านการเพาะพันธุ์ปลา และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ค่าดัชนี RFI แหล่งที่มาและกรรมวิธีการผลิต มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกซื้อปลา

 

Satoumi แนวคิดใหม่ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

ผลสัมฤทธิ์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของเกาะเสี่ยวหลิวฉิวและเมืองจีหลงได้ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพทางทะเล ขณะเดียวกันได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือค่านิยมด้านการท่องเที่ยวมากกว่าการจับปลาเพื่อนำมาใช้เป็นอาหาร และยังสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอีกด้วย อีกทั้งยังขานรับแนวคิด Satoumi ของญี่ปุ่น ที่มีการผลักดันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนกลายเป็นกระแสความนิยมในปัจจุบัน

เส้ากว่างเจายกตัวอย่าง การให้นักท่องเที่ยวลองสัมผัสกับการนั่งเกวียนที่ใช้วัวลากเพื่อไปเก็บหอยนางรม หรือการแคะหอยนางรมสด ที่ตำบลฟางหย่วน (芳苑) เมืองจางฮั่ว (彰化) ซึ่งเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่นำมาใช้โปรโมทเพื่อพลิกโฉมการท่องเที่ยวในหมู่บ้านชาวประมง มูลนิธิเพื่อการศึกษากระแสน้ำคูโรชิโอะ (Kuroshio Ocean Education Foundation) และสมาพันธ์อนุรักษ์ปลามัตสุ (Matsu Fish Conservation Union) ร่วมกันผลักดันการอนุรักษ์วาฬและโลมาหลังโหนก การคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำเกาเหม่ยและอ๋าวกู่ ทำให้ผู้คนยังสามารถชมวาฬ และเที่ยวพื้นที่ชุ่มน้ำกันได้อีกต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้คือ หลักปฏิบัติของแนวคิด Satoumi นั่นเอง

ความมุ่งมั่นที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างปรองดอง และคุ้มครองความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพทางทะเล จะช่วยให้ทรัพยากรทางทะเลคงอยู่ชั่วกาลนาน และทำให้ชนรุ่นหลังสามารถขับขานบทกวีที่เกี่ยวกับท้องทะเล ของกวีเอกอวี๋กวงจงบทนี้ต่อไปตราบชั่วนิจนิรันดร์

มวลหมู่ปะการัง หอยมุก

ดอกไม้ทะเล ปลาดาว 

แมงกะพรุน ดำผุดดำว่าย

ฉลามกับโลมา เวียนวนกลางสายชล มากมายสุดคณานับ

ไดโนเสาร์บนบกดับสลายกลายเป็นซากฟอสซิล

แต่วาฬหลังค่อมกับวาฬหัวทุย ยังโผล่ครีบมหึมา

กลางมหานที

รับลม พ่นน้ำ ตระการตายิ่งนัก

……

ผืนหญ้าใต้ท้องทะเล

โลกแห่งสัตว์น้ำ

ทัศนียภาพใต้ท้องทะเลงดงามสุดพรรณนา

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

IN Tiếng Việt

Keanekaragaman Hayati

Konservasi Laut – Kesinambungan Taiwan

Artikel‧Esther Tseng Gambar‧Jimmy Lin

詩人余光中《你想做人魚嗎?》的詩問道:「你知道山高不及海深嗎? 你知道地廣不及海闊嗎? 你知道海量是怎樣的肚量?你知道海涵是怎樣的涵養?海神的財富是怎樣的秘藏?」

是的,海島台灣,陸地面積不到地球萬分之三,卻蘊育十分之一的海洋魚類物種。然而,海洋以快板奏出驚愕交響曲提醒台灣:海洋資源枯竭、棲地環境惡化。付出行動,保育海洋資源,才能在未來奏出和諧的樂章。


Dalam puisi yang berjudul "Apakah Anda ingin menjadi putri duyung?" penyair Yu Guang-chung bertanya, “Tahukah Anda, tingginya gunung tidak sedalam lautan? Tahukah Anda, luasnya daratan tidak seluas lautan? Tahukah Anda, seberapa besar volume lautan? Tahukah Anda apa yang terkandung dalam lautan? Kekayaan apa yang disembunyikan Dewa Laut?”

Benar, luas daratan kepulauan Taiwan tidak sampai 0,03% dari luas bumi, tetapi Taiwan memiliki sepersepuluh dari seluruh spesies ikan laut di dunia. Lautan memainkan simfoni dengan tempo allegro (tempo cepat) mengingatkan Taiwan: Menipisnya sumber daya laut, memburuknya habitat. Hanya dengan mengambil tindakan melestarikan sumber daya laut, barulah dapat memainkan simfoni yang harmonis di masa mendatang.

 

Terdapat sekitar 220 – 230 ribu spesies laut di dunia ini, meskipun luas permukaan Taiwan kecil tetapi memiliki 12 – 13 ribu spesies. Alasan utama dari sumber daya laut yang berlimpah ini adalah letak geografis Taiwan yang unik.

 

Keanekaragaman Hayati Taiwan

Taiwan yang terletak di tepi utara Hindia Timur yang sarat dengan spesies laut dunia, serta berada di persimpangan antara 3 Ekosistem Laut Besar (Large Marine Ecosystem, LME) yaitu Laut China Timur, Laut China Selatan dan Laut Filipina, di persimpangan 3 arus laut yaitu Kuroshio, arus pesisir Minzhe (China Coastal Current) dan arus Laut China Selatan, serta keanekaragaman habitat di laut, membentuk berbagai ekosistem yang merupakan unsur penting yang berkontribusi bagi kekayaan keanekaragaman hayati.

Mantan Kepala Pusat Penelitian Keanekaragaman Hayati dari Academia Sinica, Shao Kwang-tsao, menghabiskan waktu 25 tahun untuk membangun “Basis Data Ikan Taiwan” (The Fish Database of Taiwan), ia mengemukakan, saat ini ada 3.200 data spesies ikan yang berada di sekitar Taiwan, menempati sepersepuluh dari seluruh sumber daya ikan di dunia, bahkan 322 spesies di antaranya merupakan spesies asli Taiwan.

Khususnya, spesies Chaetodontidae (ikan kupu-kupu/butterflyfish) dan Pamocanthidae (angelfish), kedua spesies ini menempati urutan teratas dunia. Sebagai contoh, keluarga ikan kupu-kupu yang mempunyai 122 spesies di dunia, sedangkan 43 spesies berada di Taiwan atau sekitar sepertiganya, untuk itu Taiwan tidak saja sebagai “Kerajaan Kupu-kupu” di daratan, melainkan juga “Kerajaan Kupu-kupu” di lautan.

Taiwan tidak hanya memiliki beragam spesies ikan, tetapi juga spesies ikan yang memiliki fitur unik. Karena

letak Taiwan berada di peralihan kawasan tropis dan subtropis, sehingga perbedaan kehidupan laut di laut bagian selatan dan utara sangat jelas. Shao Kwang-tsao memberikan contoh dengan mengatakan, “Pada laut wilayah utara terlihat ikan Kerapu Belang Perang (Cephalopholis boenak) dan Chromis Fumea, yang tidak terlihat di laut wilayah selatan; di wilayah laut Kenting bisa ditemukan belut Sharp-Nosed Garden Eel (Gorgasia taiwanensis) dan ikan Sea Goldie (Pseudanthias squamipinnis), sementara di wilayah laut utara tidak ditemukan jejak mereka, begitu berlimpah kekayaan laut, tidak mudah menemukan tempat seperti ini di dunia.”

 

Zona Intertidal, Terumbu Karang, Keragaman Pemandangan

Habitat zona intertidal Taiwan juga beragam, tidak saja dibedakan menjadi pantai berbatu, lanau, hutan bakau, kawasan karang batu dan terumbu karang, masing-masing memiliki lingkungan dan ekosistem yang unik.

Sebagai contoh terumbu karang, Professor Institut Oseanografi, National Taiwan University (NTU), Dai Chang-feng, peneliti terumbu karang Taiwan selama 30 tahun lebih ini membeberkan, di seluruh dunia pembentukan terumbu karang ada sekitar 1.000 jenis, dan dari jumlah ini sekitar 300 spesies ditemukan di wilayah laut sekitar Taiwan. Terumbu Octocorallia yang memiliki 8 tentakel sebagai contohnya, ada 118 spesies di Kepulauan Pratas (Dongsha) dan hampir 300 spesies di Kenting, disparitas yang membanggakan. Biasanya memerlukan ratusan tahun untuk membentuk sebuah terumbu karang kecil, di Taiwan terdapat kota terumbu karang laut yang indah dan sangat jarang ditemukan, bahkan ada sebagian yang terbentuk ratusan ribu tahun lamanya.

Dai Chang-feng yang menyelesaikan penelitian terumbu karang di kepulauan Dongsha selama 2 tahun, ia mengatakan, atol Dongsha yang tumbuh di 20° garis lintang utara, dengan panjang 25 kilometer, jarang ditemukan di dunia, melalui rehabilitasi alami selama 20 tahun ini, ditambah dengan berkurangnya perusakan akibat ulah manusia setelah pembentukan kawasan lindung laut, sehingga tingkat penutupan terumbu laguna atol yang tadinya 0% setelah bencana alam, menjadi bertambah hingga 40-50%.

 

Trilogi Rehabilitasi Sumber Daya Keluatan

Penyebab utama rusaknya sumber daya laut adalah penangkapan ikan yang berlebihan, perusakan habitat, polusi dan invasif spesies, kelebihan populasi penduduk dan penyebab lainnya. Shao Kwang-tsao dengan getir mengemukakan, mungkin tidak akan ada hasil laut yang bisa dimakan bagi generasi kita berikutnya, untuk itu dengan suara lantang, ia  menyerukan kepada pemerintah, langkah pertama pemulihan sumber daya laut adalah “Pembatasan penangkapan ikan”, meliputi pembatasan alat penangkapan, metode penangkapan, periode penangkapan, spesies ikan yang ditangkap, lokasi penangkapan, dan jumlah kapal penangkap ikan.

“Namun pembatasan penangkapan ikan hanya menghilangkan gejalanya saja, untuk menyembuhkan akar penyakit ini adalah dengan membentuk kawasan lindung laut (Marine Protected Areas, MPA), serta meningkatkan pemahaman masyarakat dalam mengonsumsi ikan ── menyantap makanan laut yang memenuhi kriteria perikanan berkesinambungan.” Saat ini pemerintah telah membentuk Taman Laut Nasional Dongsha, Taijiang dan Penghu Utara, merancang peraturan hukum yang berbeda bagi ratusan hewan liar, lahan basah, sumber daya perikanan dan kawasan konservasi pesisir. Shao Kwang-tsao dengan sungguh-sungguh mengimbau, untuk mengambil langkah-langkah seperti menciptakan zona larangan menangkap ikan dan membangun kawasan konservasi dalam kawasan lindung dan lainnya, tetapi kebanyakan ini digunakan untuk pengelolaan perikanan dan bukan sebagai konservasi, untuk itu yang paling penting adalah kebijakan pemerintah dalam mengimplementasikan larangan tersebut, sehingga tidak tenggelam menjadi taman lindung laut di atas kertas saja.

 

Warna Warni Kota Laut Konservasi Sepenuh Hati

Tindakan yang dilakukan pasti mendatangkan perubahan yang indah. Asosiasi Perikanan Kawasan Liuqiu, Pingtung bersedia menghadapi kenyataan, karena laporan yang disampaikan oleh banyak nelayan, berbagai jenis ikan yang biasanya ditemukan di kawasan sekitar seperti Layur (Trichiurus Lepturus), Selar Tetengkek (Megal aspis cordyla), ikan Swanggi (Priacanthus Macracanthus), ikan Semar (Mene Maculata) dan lainnya sudah “Jauh berkurang” dibandingkan dengan masa sebelumnya, untuk itu sejak tahun 2013 Asosiasi Perikanan menerapkan larangan penggunaan jaring insang, pukat dan lainnya dalam radius 3 mil laut, membina nelayan untuk menggunakan metode penangkapan ikan pancing satu kail dan cara pancing kail berantai, dan melakukan pemeriksaan untuk memastikan, berhasil menangkap 10 lebih kasus pelanggaran setiap tahunnya; bersamaan dengan itu juga menggunakan terumbu buatan untuk meningkatkan habitat dan menjaga kesinambungan sumber daya laut.

Anggota Pemasaran Asosiasi Perikanan Kawasan Liuqiu, Li Yi-li menjelaskan, pukat merupakan musuh kura-kura laut, setelah larangan penangkapan ikan dengan pukat, di atas permukaan laut sudah dapat terlihat banyak kura-kura laut, penyu hijau yang menyapa Anda; Layur (Trichiurus lepturus) juga bertumbuh dari rata-rata 1-2 kg menjadi 2-3 kg, harga jual juga semakin baik. Pemerintah kabupaten Kinmen telah mendirikan Kawasan Konservasi Kepiting Tapal Kuda di barat laut kawasan minakat pasang surut (Zona intertidal), kepiting tapal kuda (Belangkas) juga disebut “Fosil hidup pantai”. Belangkas adalah hewan yang sudah ada sejak 400 juta tahun lalu, dan apabila kawin menjadi “Suami-istri” maka sudah tidak dapat dipisahkan lagi sehingga disebut “Ikan suami istri”. 50 tahun lalu masih banyak terlihat di sepanjang pesisir Taiwan, karena perubahan lingkungan, sehingga sejak 20 tahun lalu sudah tidak terlihat jejaknya lagi di pantai barat Taiwan.

Institut Penelitian Produk Laut Kinmen membantu pasangan suami istri belangkas yang sulit bereproduksi untuk “bertelur dan menetaskan telur” selama bertahun-tahun, baru kemudian melepaskan kembali ke samudera, jumlah belangkas tumbuh berkembang dengan stabil, bahkan di pantai Benteng Xiong shi, tempat di mana tidak dilakukan pelepasan, juga bisa terlihat jejak pemijahan belangkas.

 

Panduan Hasil Laut Kesinambungan di Meja Makan

Bagian ketiga dari Konservasi Laut dimulai dari konsumen. Shao Kwang-tsao yang mempromosikan “Panduan pemilihan makanan laut Taiwan” mengimbau untuk tidak memakan spesies laut seperti ikan terumbu karang, tuna sirip biru, dan hiu paus yang penangkapannya berlebihan atau yang merusak ekologis; melainkan dapat perbanyak makan spesies ikan yang masih berlimpah di laut atau ikan hasil pembudidayaan yang ramah lingkungan seperti sauri pasifik, tilapia, bandeng, udang sakura, dan lainnya. Makan lebih banyak spesies migrasi, yang dibudidayakan, spesies paling bawah dari rantai makanan, tidak membeli ikan predator yang besar dan spesies langka.

Industri perikanan JPwelling (Jpwelling Ocean Inc.) mengeluarkan “Indeks Tanggung Jawab Industri Perikanan” (RFI, Responsible Fishery Index) pada tahun 2015, lingkungan industri perikanan berdasarkan program tanggung jawab industri perikanan Persatuan Bangsa-bangsa (PBB) dan lokal Taiwan, menetapkan indikator jumlah memadai, penangkapan ikan legal, kemampuan pengembangbiakan ikan, hantaman terhadap lingkungan dan indikator lainnya, penilaian bagi industri perikanan ini agar konsumen dapat menggunakan nilai RFI, tempat dan metode produksi yang tertera di kemasan produk sebagai bahan pertimbangan dalam membeli ikan.

 

Satoumi: Fokus Baru Konservasi Laut

Fokus dari konservasi Xiaoliuqiu, Keelung dan tempat lainnya adalah memulihkan keanekaragaman hayati, yang mana nilai ekowisata atau pariwisata tidak saja melampaui nilai ekonomi dari penangkapan ikan untuk disantap tetapi juga sesuai dengan prinsip perlindungan keanekaragaman hayati, pemanfaatan sumber daya yang berkesinambungan, dan bertepatan dengan konsep “Satoumi” yang dipromosikan Jepang dalam beberapa tahun terakhir ini.

Shao Kwang-tsao menggunakan contoh kegiatan ekowisata gerobak sapi pengambilan tiram di Fang Yuan, Changhua sebagai promosi transformasi desa nelayan; Yayasan Pendidikan Kuroshio (Kuroshio Ocean Education Foundation) dan Aliansi Konservasi Ikan Matsu-Taiwan yang mempromosikan konservasi cetacea dan lumba-lumba putih, perlindungan lahan basah Gaomei dan Aogu untuk digunakan menyaksikan lumba-lumba, wisata lahan basah; semua ini mewujudkan konsep Satoumi.

Hanya bila kita sungguh-sungguh berupaya untuk hidup berdampingan secara harmonis dengan alam, barulah dapat melindungi keanekaragaman hayati laut, sumber daya kelautan dapat tiada henti beregenerasi, dengan demikian pula dapat terus melanjutkan membaca puisi Yu Guang-chung :

Berapa banyak terumbu dan mutiara

Berapa banyak anemon laut dan bintang laut

Berapa banyak ubur-ubur yang mengambang

Berapa banyak ikan paus dan lumba-lumba

Saat dinosaurus menjadi fosil di daratan

Paus balin dan paus sperma yang megah

Di jalan raya yang biru cemelang

Semburan air yang indah dan kuat

……

Padang rumput laut

Ladang akuatik

Keindahan di bawah laut yang tiada tara

Tài nguyên biển phong phú, đa dạng

Bảo tồn đại dương, Đài Loan bền vững

Bài viết‧Esther Tseng Ảnh‧Jimmy Lin Biên dịch‧Lệ Phương

詩人余光中《你想做人魚嗎?》的詩問道:「你知道山高不及海深嗎? 你知道地廣不及海闊嗎? 你知道海量是怎樣的肚量?你知道海涵是怎樣的涵養?海神的財富是怎樣的秘藏?」

是的,海島台灣,陸地面積不到地球萬分之三,卻蘊育十分之一的海洋魚類物種。然而,海洋以快板奏出驚愕交響曲提醒台灣:海洋資源枯竭、棲地環境惡化。付出行動,保育海洋資源,才能在未來奏出和諧的樂章。


Trong bài thơ “Bạn muốn trở thành người cá không?”, nhà thơ Yu Kwang-chung (Dư Quang Trung) hỏi rằng : Bạn có biết núi cao không bằng biển sâu không? Bạn có biết đất rộng không bằng biển rộng không? Bạn có biết sự rộng lượng của biển cả là như thế nào không? Bạn có biết mức độ chứa đựng của biển? Bạn có biết điều bí ẩn về sự giàu có của thần biển là thế nào không?

Vâng, tuy diện tích đất liền của hải đảo Đài Loan chưa đến 3/10000 tổng diện tích trái đất, nhưng lại có 1/10 các loài cá biển. Tuy nhiên, đại dương đã dùng bản giao hưởng theo nhịp allegro để nhắc nhở Đài Loan : Tài nguyên biển cạn kiệt, môi trường sống bị hủy hoại. Phải hành động để bảo tồn tài nguyên biển, sau này mới có thể biểu diễn một bản nhạc hài hòa.

 

Toàn thế giới có khoảng 220.000 - 230.000 loài sinh vật biển, Đài Loan tuy có diện tích nhỏ, nhưng lại có tới hơn 12.000-13.000 loài sinh vật biển. Sở dĩ sở hữu tài nguyên biển phong phú như vậy là do Đài Loan có vị trí địa lý đặc biệt.

 

Sinh vật biển của Đài Loan đa dạng và phong phú

Đài Loan nằm ở giao điểm rìa phía bắc khu vực địa lý quần đảo Đông Ấn Độ, có các loài phong phú nhất trên trái đất và nơi hội tụ các hệ sinh thái biển Hoa Đông, biển Nam Hải (Biển Đông) và biển Philippines, giao điểm của 3 dòng hải lưu Kuroshio, dòng hải lưu ven biển Phúc Kiến - Chiết Giang và dòng hải lưu Nam Hải (biển Đông), cũng như sự đa dạng của môi trường sống ở vùng biển, hình thành các hệ sinh thái khác nhau là yếu tố quan trọng tạo nên sự phong phú, đa dạng sinh học. 

Cựu giám đốc Trung tâm nghiên cứu đa dạng sinh học của Viện nghiên cứu Trung Ương ông Shao Kwang-tsao (Thiệu Quảng Chiêu) bỏ ra 25 năm để xây dựng “Kho dữ liệu các loài cá Đài Loan”. Ông cho biết, hiện có dữ liệu của 3200 loại cá ở gần Đài Loan, chiếm 1/10 nguồn cá trên toàn thế giới, trong đó có 322 loài là loài đặc hữu của Đài Loan.

Điều đặc biệt là tổng số cá bướm và cá bướm gai xếp hạng nhất trên thế giới. Dùng cá bướm làm ví dụ, toàn thế giới có 122 loài cá bướm, Đài Loan có khoảng 43 loài, chiếm 1/3 tổng số cá bướm trên thế giới. Vì vậy, trên đất liền, Đài Loan là “Vương quốc bướm”, dưới biển là “Vương quốc cá bướm”.

Không những có nhiều loại cá mà sự phân bố loài cá cũng có đặc sắc riêng của Đài Loan. Do Đài Loan nằm ở giao điểm của vùng nhiệt đới và cận nhiệt đới, cho nên các loài sinh vật biển ở vùng biển phía bắc và phía nam khác nhau rõ rệt. Ông Shao Kwang-tsao nêu ví dụ, “Ở vùng biển bắc bộ sẽ nhìn thấy cá mú than và cá thìa khói, nhưng ở vùng biển nam bộ thì không có; tại vùng biển Khẩn Đinh sẽ phát hiện có Goldie biển và Gorgasia Đài Loan, nhưng ở vùng biển gần khu vực bắc bộ sẽ không tìm thấy chúng, với nguồn tài nguyên biển phong phú, trên thế giới sẽ không dễ dàng tìm thấy nơi nào giống như vậy”.

 

Vùng gian triều, rạn san hô, cảnh quan đa dạng

Môi trường sống của vùng gian triều Đài Loan cũng rất đa dạng, không những được chia thành bờ biển đá, đất cát và rừng ngập mặn, vùng đá ngầm và rạn san hô, mà mỗi hệ thống đều có môi trường và sinh vật độc đáo.

Lấy rạn san hô làm ví dụ, giáo sư Viện nghiên cứu đại dương trường Đại học Quốc gia Đài Loan Dai Chang-feng (Đới Xương Phụng), người đã nghiên cứu rạn san hô Đài Loan trên 30 năm cho biết, toàn thế giới có khoảng 1000 loài san hô đá, vậy mà vùng biển nho nhỏ của Đài Loan lại có khoảng 300 loài, lấy “san hô tám ngăn” - san hô với 8 xúc tu làm ví dụ, quần đảo Đông Sa có 118 loài, Khẩn Đinh có gần 300 loài, con số chênh lệch này là niềm kiêu hãnh trên thế giới. Thường thì phải hàng trăm năm mới hình thành một mảnh nhỏ san hô, có một số rạn san hô biển xinh đẹp và hiếm thấy ở Đài Loan thậm chí phải trải qua hàng trăm ngàn năm mới được hình thành.

Giáo sư Dai Chang-feng mất 2 năm để hoàn thành việc khảo sát san hô ở quần đảo Đông Sa. Ông nói, rạn san hô vòng sinh trưởng ở vĩ độ cao 20 độ vĩ bắc dài 25 km, rất ít thấy trên thế giới, sau 20 năm phục hồi tự nhiên, thêm vào đó là xây dựng khu bảo tồn biển để giảm thiểụ thiệt hại do con người gây ra, đầm phá trong san hô vòng, sau khi bị phá hoại bởi thiên tai, độ che phủ của san hô từ 0% tăng đến 40-50%.

 

Ba phương pháp phục hồi tài nguyên biển

Tài nguyên biển bị phá hoại chủ yếu là do đánh bắt cá quá mức, môi trường sống bị phá hoại, ô nhiễm và sự phá hoại của sinh vật ngoại lai xâm hại, dân số quá đông v.v... Ông Shao Kwang-tsao tha thiết kêu gọi, thế hệ mai sau của chúng ta có thể sẽ không có hải sản để ăn, ông kêu gọi chính phủ, bước đầu tiên để phục hồi tài nguyên biển là “Hạn chế ngư nghiệp” : Hạn chế dụng cụ đánh bắt cá, phương pháp đánh bắt cá, mùa đánh bắt cá, loài cá, vùng đánh cá và số lượng tàu đánh cá.

“Nhưng hạn chế ngư nghiệp chỉ là chữa ngọn, chữa tận gốc là xây dựng khu bảo tồn biển (Marine protected areas, MPA), và người dân phải ăn cá một cách thông minh, tức là ăn hải sản phù hợp các tiêu chí đánh bắt bền vững”. Hiện nay, chính phủ đã thành lập công viên quốc gia Đại Dương ở Đông Sa, Đài Giang và Tứ đảo phương nam Bành Hồ, dựa theo pháp lệnh khác nhau, thiết kế hơn hàng trăm địa điểm cho động vật hoang dã, vùng đất ngập nước, tài nguyên thủy sản và khu bảo tồn thiên nhiên ven biển. Ông Shao Kwang-tsao thành khẩn kêu gọi, trong khu bực bảo vệ có các biện pháp như cấm đánh bắt cá, khu vực dành riêng v.v..., nhưng đa phần là được sử dụng để quản lý nghề đánh cá chứ không phải bảo tồn. Vì vậy, điều quan trọng nhất là chính phủ phải thực hiện lệnh cấm, đừng trở thành “Công viên bảo vệ đại dương trên giấy tờ”.

 

Đại dương muôn màu, bảo tồn hết mình

Có hành động thì ắt sẽ đem đến những thay đổi tốt đẹp. Hội nghề cá khu Liuqiu, Pintung (Bình Đông) sẵn sàng đối mặt với sự thật, vì có rất nhiều người dân nói rằng, các loài cá thường gặp ở vùng biển lân cận như cá hố, cá sòng gió, cá trác đuôi ngắn, cá lưỡi búa v.v…, đã “ít hơn rất nhiều” so với trước đây, cho nên năm 2013, Hội nghề cá đã cấm khai thác thủy sản bằng lưới kéo trong phạm vi 3 hải lý của đảo Tiểu Lưu Cầu, hướng dẫn ngư dân sử dụng phương pháp đánh bắt cá bền vững như câu tay và câu vàng, và thật sự đi kiểm tra, hàng năm đều phát hiện có đến mười mấy vụ vi phạm quy định. Đồng thời, kết hợp với phương pháp nuôi san hô nhân tạo để tăng thêm nơi trú ẩn cho cá, thành công bảo vệ tài nguyên biển.

Nhân viên quảng bá của Hội nghề cá khu Liuqui ông Li Yili (Lý Ích Lợi) cho hay, do lưới kéo là kẻ thù của rùa biển, sau khi cấm đánh bắt cá bằng lưới kéo, lúc lặn biển có thể nhìn thấy rất nhiều rùa biển và đồi mồi dứa chào đón bạn. Cá hố cũng từ bình quân nặng 1-2 kg, nay nặng lên đến 2-3 kg, giá bán tốt hơn. Chính quyền huyện Kim Môn đã xây dựng khu bảo tồn sam Guningtou tại vùng gian triều của vùng biển tây bắc, bảo tồn loài sam được gọi là “Hóa thạch sống trên bãi biển”. Sam là loài vật xuất hiện từ 400 triệu năm trước, và một khi đã “kết thành vợ chồng” thì rất trung thành, không bao giờ rời nhau, còn được gọi là “Cá vợ chồng”. 50 năm trước, bờ biển Đài Loan còn rất nhiều, do sự thay đổi của môi trường sống cho nên 20 năm trước, bờ Tây hầu như không thấy dấu vết của sam.

Trong nhiều năm qua, Phòng thí nghiệm thủy sản Kim Môn đã hỗ trợ vợ chồng sam “khó sinh sản” “đẻ trứng, ấp trứng”, sau đó thả về đại dương, số lượng sam con tiếp tục tăng trưởng ổn định, thậm chí có thể phát hiện dấu vết của con sam lớn lên bờ đẻ trứng tại bờ biển Xiongshi Fort, nơi không thả trứng.

 

Hướng dẫn cách chọn hải sản

Phương pháp thứ ba để bảo tồn biển là bắt đầu từ người tiêu dùng. Ông Shao Kwang-tsao đẩy mạnh “Hướng dẫn cách chọn lựa hải sản Đài Loan”, đừng ăn cá rạn san hô, cá ngừ vây xanh, cá nhám voi đã bị đánh bắt quá mức hoặc đánh bắt bằng phương pháp phá hoại sinh thái, có thể ăn các loại cá có vùng đánh cá phong phú và trang trại nuôi cá được quản lý hoàn thiện như là cá thu đao, cá rô phi, cá măng sữa, tôm sakura v.v... Nên ăn các loại hải sản như là loài cá di cư, gây giống, các loại chuỗi thức ăn, không mua các loài cá săn mồi và loài quý hiếm. 

Năm 2015, Công ty “Upwelling”, nhà kinh doanh ngành thủy sản đã đưa ra “Các chỉ tiêu thủy sản có trách nhiệm (RFI, Responsible Fishery Index)”, tham khảo Cương lĩnh hành động thủy sản có trách nhiệm của Liên Hiệp Quốc và môi trường thủy sản địa phương của Đài Loan, đặt ra các chỉ số như số lượng đầy đủ, đánh bắt cá hợp pháp, khả năng sinh sản của các loài cá, tác động môi trường v.v..., đánh giá thủy sản, để cho người tiêu dùng tham khảo số điểm RFI trên bao bì sản phẩm, phương pháp sản xuất và nơi sản xuất, xem đó là chỉ nam mua sắm.

 

Điểm nổi bật mới trong việc bảo tồn biển : Satoumi

Kết quả của sự tận tình trong công tác bảo tồn biển ở Tiểu Lưu Cầu và Cơ Long… là đã khôi phục lại sự đa dạng của sinh vật biển, trong giá trị của du lịch sinh thái hay là tham quan, không chỉ vượt giá trị kinh tế đánh bắt cá ăn, mà còn phù hợp nguyên tắc bảo vệ sự đa dạng sinh vật, tận dụng tài nguyên bền vững, trùng khớp với khái niệm và xu hướng “Satoumi” mà Nhật Bản đã đẩy mạnh trong những năm gần đây. (Satoumi là khái niệm về sự cùng tồn tại và cùng thịnh vượng giữa con người và thiên nhiên).

Ông Shao Kwang-tsao nêu ví dụ, xã Fangyuan, Chương Hóa, đã đưa ra hoạt động trải nghiệm sinh thái bằng cách dùng xe bò để bắt hàu hoặc đào hàu nhằm xúc tiến chuyển đổi làng chài. Quỹ Giáo dục và Văn hóa Đại dương Kuroshio và Liên minh bảo tồn cá Matsu Đài Loan thúc đẩy công tác bảo tồn cá voi và cá heo trắng. Việc bảo vệ vùng đất ngập nước Gaomei và Aogu khiến cho con người được ngắm cá voi, khám phá vùng đất ngập nước, những điều này đều là sự thực hiện khái niệm “Satoumi”.

Nghiêm túc chung sống hài hòa với thiên nhiên, phải bảo vệ sự đa dạng của tài nguyên biển, như vậy tài nguyên biển mới được tái sinh và chúng ta mới có thể tiếp tục ngâm bài thơ của nhà thơ Yu Kwang-chung :

Có bao nhiêu san hô và trân châu

Bao nhiêu hải quỳ và sao biển

Bao nhiêu sứa xuất hiện dưới đáy biển

Bao nhiêu cá mập và cá heo

Khi khủng long hóa thạch trên đất liền

Cá voi lưng gù và cá nhà táng hùng vĩ

Trên đường cao tốc màu xanh tươi sáng

Nhưng lại hứng cột phun nước tráng lệ trong gió

............

Những "đồng cỏ" rong biển

Những "trang trại" của loài thủy sinh

Phong cảnh dưới nước là vô tận

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!