ไถซานเสี้ยน เส้นทางแห่งการบูร

ดื่มด่ำไปกับความโรแมนติก และวิถีชีวิตแบบเนิบช้า
:::

2019 / เมษายน

บทความ‧เติ้งฮุ่ยฉุน รูปภาพ‧หลินหมินเซวียน คำแปล‧อัญชัน ทรงพุทธิ์


2018年,全長四百多公里的國家級長程步道「樟之細路」正式被命名,這條之前不曾出現在地圖上的路徑,主要沿著以客家聚落為主的台三線,縱向串聯舊有的古道、農路、郊山步道而成。此地域昔日是大片的天然樟樹林,先民入山伐採煉腦,成就台灣樟腦王國的名號,也是帶領台灣通往十九世紀大航海時代與世界連結的路徑。


ไถซานเสี้ยน ทางหลวงสายสำคัญระดับประเทศที่มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตรสายนี้ ได้รับสมญานามใหม่ว่า “เส้นทางแห่งการบูร” (樟之細路 : Raknus Selu Trail) โดยเริ่มใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการในปีค.ศ.2018  ถนนไถซานเสี้ยนตัดผ่านชุมชนชาวฮากกาเป็นหลัก ในอดีตไม่เคยปรากฏเส้นทางสายนี้บนแผนที่ไต้หวันมาก่อน นับเป็นถนนที่เชื่อมโยงเส้นทางโบราณกับเส้นทางที่ใช้ลำเลียงผลผลิตในพื้นที่เกษตรและเส้นทางเดินเท้าตามป่าเขามากมายเข้าด้วยกัน เดิมดินแดนแถบนี้เคยเป็นป่าไม้การบูรผืนใหญ่ บรรพบุรุษชาวไต้หวันเข้าไปตัดไม้การบูรเพื่อสกัดเป็นน้ำมันการบูร และต่อมาทำให้ไต้หวันได้รับการขนานนามว่า อาณาจักรแห่งการบูร ยิ่งไปกว่านั้นเส้นทางสายนี้ยังนำพาไต้หวันก้าวไปสู่ยุคแห่งการล่องเรือสำรวจทะเลและเชื่อมต่อกับทั่วโลกในศตวรรษที่ 19

 

สมาชิกสมาคมเดินพันลี้ (Taiwan Thousand Miles Trail Association : TMT Trail) ใช้เวลากว่าครึ่งปีในการสำรวจเส้นทางสายนี้ พวกเขาเดินเท้าบุกย่ำไปตามเส้นทางที่รกร้างว่างเปล่า บุกป่าฝ่าดง ข้ามขุนเขาลำเนาไพร เพื่อค้นหาเส้นทางเก่าแก่ที่ถูกหลงลืมและเรียงร้อยตำนานเรื่องเล่าในท้องถิ่น

 

“เส้นทางแห่งการบูร” ไถซานเสี้ยน เส้นทางสายโรแมนติก

“เส้นทางแห่งการบูร” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Raknus Selu Trail โดยคำว่า Raknus ในภาษาของชนเผ่า Atayal และ Say-Siyat แปลว่า ต้นการบูร ส่วนคำว่า Selu เป็นการออกเสียงตามภาษาฮากกา หมายถึง ถนนสายเล็กๆ จากการตั้งชื่อเส้นทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองและชาวฮากกา โดยเขตพื้นที่ตามแนว “เส้นทางแห่งการบูร” ซึ่งเลียบไปกับถนนไถซานเสี้ยนนั้นได้เชื่อมโยงเส้นทางโบราณ เส้นทางที่ใช้ลำเลียงผลผลิตในพื้นที่เกษตร และถนนสายเล็กๆ ในเขตหลงถาน นครเถาหยวน ไปจนถึงเขตตงซื่อ นครไทจง เข้าด้วยกัน ตลอดแนวเส้นทางมีหมู่บ้านชาวฮากกากว่าสิบแห่ง อาทิ ซินผู่ กวนซี ฉงหลิน จู๋ตง เป่ยผู่ เอ๋อเหมย หนานจวง ซานอี้ โถวอู ซือถาน กงก่วน ต้าหู และจั๋วหลาน แม้เส้นทางสายนี้จะไม่กว้างใหญ่นักแต่เต็มไปด้วยตำนาน วิถีพื้นบ้านและวัฒนธรรมพื้นถิ่นมากมาย

ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันคนปัจจุบัน เคยเสนอโครงการ “ไถซานเสี้ยน เส้นทางสายโรแมนติก” ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยได้แนวคิด “ถนนสายโรแมนติก” เส้นทางแห่งการท่องเที่ยวของเยอรมนีมาประกอบการพิจารณาในการพัฒนาการท่องเที่ยวของนครเถาหยวน เหมียวลี่ และนครไทจง โดยใช้ถนนไถซานเสี้ยนเป็นตัวเชื่อมโยงพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกัน

สำหรับ “เส้นทางแห่งการบูร” ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางเดินเท้าหลายสายเข้าด้วยกันและเป็นส่วนหนึ่งในแผนการ “ไถซานเสี้ยน เส้นทางสายโรแมนติก” โดยหวังจะใช้เป็นเส้นทางสำหรับการเดินสำรวจชุมชนในเชิงลึกและใกล้ชิดกับธรรมชาติ ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

ขณะที่สมาคมเดินพันลี้ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.2006 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ผลักดันกิจกรรมการจัดทำเส้นทางเดินเท้าที่สำคัญๆ ในไต้หวันมาโดยตลอด และหลังจากเสนอให้จัดทำเส้นทางเดินเท้ารอบเกาะไต้หวันความยาวกว่า 3,000 กม. และดำเนินการแล้วเสร็จลงเมื่อปีค.ศ.2011 แล้ว ได้เบนเป้าหมายไปที่การเผยแพร่เส้นทางเดินเท้าเพื่อสุขภาพ 

 

การสำรวจเส้นทางกลางป่าเขาลำเนาไพร

ในช่วงแรกของการสำรวจเส้นทาง สมาคมเดินพันลี้ใช้วิธีเชื่อมเส้นทางเดินเท้าโบราณหลายสายเข้าด้วยกันตามคำแนะนำของคนเก่าแก่ในท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับเส้นทางเดินเท้าโบราณ แต่พบว่าจำเป็นต้องใช้ทางหลวงและเส้นทางลำเลียงผลผลิตในพื้นที่การเกษตรมากมายหลายเส้นทางด้วย ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์เดิมที่ต้องการจัดทำเส้นทางเดินเท้าโดยเฉพาะ สมาชิกสมาคมฯ จึงตัดสินใจเดินเท้าสำรวจเส้นทางด้วยตนเอง เพื่อค้นหาเส้นทางในป่าเขาสำหรับใช้แทนทางหลวง

พวกเขานำ “แผนที่ภูมิประเทศไต้หวัน” ซึ่งจัดทำขึ้นในยุคญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันมาเปรียบเทียบกับแผนที่ในยุคปัจจุบันเพื่อวิเคราะห์เส้นทาง รวมถึงสอบถามจากคนเก่าแก่ในท้องถิ่น โดยหวังว่าจะช่วยให้ค้นพบเส้นทางโบราณที่ถูกทิ้งร้าง แต่เมื่อไม่สำเร็จก็ต้องหาทางกันเอง คุณหวงซือเหวย (黃思維) เลขาธิการโครงการสำรวจเส้นทางโบราณ สมาคมเดินพันลี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจตลอดเส้นทาง เล่าถึงประสบการณ์การออกสำรวจครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนั้นทีมสำรวจมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน 3 คนรับหน้าที่สำรวจหาเส้นทางบนภูเขา อีกคนหนึ่งทำหน้าที่ขับรถรับ-ส่งและพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนใกล้ๆ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลหรือตำนานเรื่องราวต่างๆ ในท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด

ในการเดินป่าสำรวจเส้นทาง บางครั้งอาจเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขา หรืออาจต้องมุดๆ ลอดๆ ไปตามเส้นทางขุดหาหน่อไม้บนภูเขาของชาวบ้าน และในบางคราที่ต้องเดินฝ่าป่าเขาลำเนาไพรหาทางออกไม่เจอ ก็ต้องใช้มีดถางป่าเปิดทาง เพื่อนร่วมทีมที่เดินหลังสุดมีหน้าที่ผูกเศษผ้าไว้ตามต้นไม้เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายกันหลงทาง และบ่อยครั้งที่เดินหลุดจากป่ารกชัฏออกมา แต่กลับพบว่าติดอยู่ริมหุบผา หรือหลุดเข้าไปในสวนดอกไม้หลังบ้านพักตากอากาศของเศรษฐีในท้องถิ่น ฟังดูแล้วไม่ต่างจากฉากการผจญภัยในภาพยนตร์กำลังภายในหรือละครย้อนอดีตข้ามภพที่ทั้งมหัศจรรย์และทุลักทุเล

การกำหนด “เส้นทางแห่งการบูร”  นอกจากได้รวมเอาเส้นทางเดินเท้าโบราณที่ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบันแล้ว ยังหวังว่าจะค้นพบและเปิดใช้เส้นทางเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่เคยหายสาบสูญไปด้วย คุณสวีหมิงเชียน (徐銘謙) อุปนายกสมาคมเดินพันลี้ ยกตัวอย่าง “ทางหลวงเก่า” พร้อมอธิบายว่า เป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อระหว่างเขตต้าหูกับเขตจั๋วหลาน เมืองเหมียวลี่ ในยุคญี่ปุ่นยึดครองไต้หวัน ต่อมา เส้นทางสายนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเส้นทางที่ใช้ลำเลียงผลผลิตในพื้นที่การเกษตร บางช่วงเนื่องจากมีผู้คนใช้น้อยมาก ต่อมาจึงถูกทิ้งร้างไปในที่สุด กระนั้นก็ตามใน “แผนที่ภูมิประเทศไต้หวัน” ที่ญี่ปุ่นจัดทำขึ้นในปีค.ศ.1904 และแผนที่ฉบับอื่นๆ ล้วนมี “ทางหลวงเก่า” สายนี้ปรากฏอยู่ทั้งสิ้น คุณสวีหมิงเชียนเล่าว่า “อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงก่อนที่จะมีการก่อสร้างถนนไถซานเสี้ยน เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่มีคนใช้สัญจรไปมามากที่สุด แต่ต่อมาถูกทดแทนด้วยทางหลวงระดับประเทศ เราจึงเห็นว่า ควรบรรจุทางหลวงเก่าสายนี้ไว้ในเส้นทางแห่งการบูรและปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้ดังเดิม”

 

เสาะแสวงหาวิถีพื้นบ้าน ตำนานท้องถิ่น

ระหว่างการสำรวจเส้นทาง สมาคมเดินพันลี้ยังได้รวบรวมและแยกแยะทัศนียภาพทางวัฒนธรรมที่หลากหลายตลอดแนวเส้นทางควบคู่ไปด้วย ที่พบเห็นบ่อยที่สุด ได้แก่ ศาลเจ้าโป๋กง สวนชา และทางเดินริมคลองชลประทาน  นอกจากนี้ ยังพบว่า ชื่อหมู่บ้านหรือชุมชนหลายแห่ง อาทิ จังเหน่าเหลียวเคิง (樟腦寮坑) และ ซั่งจังซู่หลิน (上樟樹林) เนื่องจากคำว่าจัง (樟) แปลว่า ต้นการบูร จึงสะท้อนให้เห็นว่าสถานที่เหล่านี้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมผลิตการบูร ยิ่งไปกว่านั้นยังค้นพบแนวป้องกันการรุกล้ำจากชนพื้นเมืองที่สร้างขึ้นโดยชาวฮั่นที่เข้ามาบุกเบิกสร้างบ้านแปงเมืองบนเกาะไต้หวันในอดีตอีกด้วย

คุณหวงซือเหวยเล่าว่า มีการค้นพบบ่อน้ำมันที่เก่าแก่ที่สุดในไต้หวันที่ชูหวงเคิง (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลกงก่วน เมืองเหมียวลี่) ที่บริเวณริมทางด่วนหมายเลข 72  เป็นบ่อน้ำมันแห่งแรกในไต้หวัน ซึ่งมีการขุดเจาะในปีค.ศ.1877 และเป็นบ่อน้ำมันเก่าแก่อันดับที่ 2 ของโลก ในละแวกใกล้เคียงยังพบร่องรอยที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันในอดีต อาทิ รอกสลิง โรงซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลหนัก หอพักหมายเลข 20 และแท่นขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น

เส้นทางโบราณชูหยุน (ชูหวงเคิง-วัดฝ่าหยุน) และเส้นทางโบราณชูกวน (ชูหวงเคิง-ภูเขากวนเตาซาน) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชูหวงเคิง ได้ถูกจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งการบูร และหากมองจากระเบียงหน้าวัดฝ่าหยุนไปทางตำบลต้าหู จะได้เห็นสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดที่เกิดการปะทะกันระหว่างชาวฮากกากับชนพื้นเมือง ส่วนจุดที่อยู่ไกลออกไปคือป่าฟานไจ่ ซึ่งปรากฏอยู่ในนวนิยายสะท้อนสังคมเรื่อง Cold Night ผลงานของคุณหลี่เฉียว นักเขียนชื่อดังของไต้หวัน (ปัจจุบันคือหมู่บ้านจิ้งหู ตำบลต้าหู เมืองเหมียวลี่)

เหนือขึ้นไปเป็นเส้นทางโบราณเซไอ่ (ซือถาน-กงก่วน) ซึ่งอยู่ริมถนนเหมียว 26 คุณหวงซือเหวยพาเราไปดูร่องรอยที่บ่งบอกถึงวิธีสร้างเส้นทางโบราณซึ่งปรากฏอยู่บนขั้นบันไดหิน สามารถมองเห็นรอยเจาะที่เรียบเนียนสองแห่งความยาวประมาณ 5 ซม. ซึ่งเกิดจากการใช้สิ่วเล็กๆ เจาะก้อนหินขนาดใหญ่ บันไดขั้นสุดท้ายสลักคำกลอนเป็นภาษาฮากกาว่า “上崎觸鼻孔,下崎觸髻鬃” (ยามปีนขึ้นจมูกจะชนขั้นบันได ยามลงท้ายทอยจะชนขั้นบันได) กลอนบทนี้ราวกับจะบ่งบอกถึงความสูงชันของบันไดหินที่ทำให้ผู้คนในอดีตขึ้นลงบันไดด้วยความยากลำบาก

ต่อไปคือ เส้นทางโบราณสือกวง ที่ตำบลกวนซี เมืองซินจู๋ ในอดีตเป็นเส้นทางคมนาคมเก่าแก่ที่เชื่อมระหว่างเขตพื้นที่การเกษตรที่สำคัญคือ สือกังจื่อ (ชื่อเดิมของชุมชนสือกวง) กับเขตหลงถาน นครเถาหยวน ขั้นบันไดทำจากหินกรวดแม่น้ำที่กลมเกลี้ยง คุณหวงซือเหวยอธิบายว่า เดิมดินแดนแถบนี้เป็นเส้นทางที่แม่น้ำไหลผ่านจึงมีหินกรวดแม่น้ำเต็มไปหมด บรรพบุรุษจึงนำวัสดุในท้องถิ่นเหล่านี้มาใช้ในการก่อสร้างเส้นทางสัญจรไปมา ด้วยเหตุนี้เอง ขั้นบันไดบนเส้นทางสายนี้จึงต่างจากบันไดบนเส้นทางโบราณเซไอ่ที่สร้างโดยการตัดมาจากก้อนหินขนาดใหญ่

 

ทางเดินของเรา เราต้องซ่อมกันเอง

สมาคมเดินพันลี้เพียรพยายามผลักดันให้ผู้คนในชุมชนสร้างเส้นทางเดินเท้ากันเอง แทนการเหมางานให้บริษัทก่อสร้างรับไปทำ คุณสวีหมิงเชียนอธิบายว่า การสร้างเส้นทางเดินเท้าของบริษัทก่อสร้างจะยึดหลักทำทีเดียวให้เสร็จสมบูรณ์และทนทาน วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง อาทิ หินแกรนิตหรือปูนซีเมนต์ เป็นวัสดุจากที่อื่น แต่สิ่งเหล่านี้เมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะไม่ทนทานและผุกร่อนได้ง่ายที่สุด จำเป็นต้องซ่อมแซมบ่อยๆ  ขณะที่เส้นทางเดินเท้าที่ทำด้วยมือของคนในชุมชน เน้นการใช้วัสดุในท้องถิ่น สร้างตามลักษณะภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม อีกทั้งมีการกำหนดเวลาซ่อมบำรุงเป็นประจำ

เส้นทางเดินเท้าที่ทำด้วยมือมักใช้วัสดุที่หาได้จากท้องถิ่นและแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม ยากที่จะอธิบายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร สมาคมเดินพันลี้จึงใช้วิธีจัดกิจกรรมสร้างเส้นทางเดินเท้าทำด้วยมือในวันหยุด เพื่อให้บรรดาจิตอาสาได้มาสัมผัสกับสภาพภูมิประเทศและธรณีวิทยาในสถานที่จริงด้วยตนเอง

เราได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมนี้ครั้งหนึ่ง ภารกิจในวันนั้นคือ การซ่อมบำรุง “เส้นทางโบราณตู้หนาน” เนื่องจากมีเส้นทางบนไหล่เขาช่วงหนึ่งถูกน้ำป่ากัดเซาะจนพังทลายลง ก่อนหน้านั้นใช้ไม้ไผ่ซ่อมเพื่อใช้ชั่วคราว แต่เพื่อความทนทานในการซ่อมแซม ครั้งนี้จะใช้ก้อนหินมาปูพื้นถนน ตอนแรกคุณสวีหมิงเชียน กับครูช่างช่วยกันสำรวจความลาดชันของเส้นทางและหารือกันถึงวิธีซ่อมแซม จากนั้นพาทุกคนไปเสาะหาและขนก้อนหินขนาดใหญ่มากองรวมกันไว้ พื้นถนนที่ถูกน้ำป่ากัดเซาะจำเป็นต้องใช้หินก้อนใหญ่มาถมเป็นฐานรองพื้น ซึ่งต้องเลือกขนาดและรูปทรงที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังต้องทดลองวางก้อนหินลงบนหลุมที่ขุดไว้ตามขนาดความกว้างและความลึก อีกทั้งต้องทดลองวางในมุมต่างๆ เพื่อหาตำแหน่งที่จะทำให้มีความเสถียรที่สุด จากนั้นไปหาก้อนหินขนาดกลางและเล็กมาอุดตามรอยต่อของหินก้อนใหญ่และถมรอยต่อเล็กๆ ด้วยดินทรายให้แน่น เส้นทางบนไหล่เขาที่ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วดูไม่ต่างจากเส้นทางทั่วไป แต่หากมองจากด้านข้างจะคล้ายกับการปะชุนเสื้อผ้าที่ต้องซ่อมแซมรอยขาดแหว่งให้เรียบร้อยและสมบูรณ์ที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจอื่นๆ อาทิ เก็บก้อนหินในแม่น้ำ หรือเลื่อยไม้เพื่อทำขอบถนน ซึ่งวิธีการก่อสร้างส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน แต่เนื่องจากวัสดุธรรมชาติจะต่างจากตัวต่อเลโก้ที่มีขนาดที่แน่ชัด คนทำจึงต้องใช้ความสามารถพิเศษส่วนบุคคล นำวัสดุธรรมชาติจากในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้

นับจากนั้นเป็นต้นมา จิตอาสาที่ร่วมกิจกรรมซ่อมเส้นทางเดินเท้าได้เชื่อมโยงชีวิตของพวกเขาเข้ากับเส้นทางสายนี้โดยปริยาย มนุษย์กับผืนแผ่นดินไม่ใช่คนแปลกหน้าระหว่างกันอีกต่อไป และนี่คือสาเหตุที่ทำให้บรรดาจิตอาสาจำนวนมากกลับมาร่วมกิจกรรมดังกล่าวครั้งแล้วครั้งเล่า

คุณหลิวเค่อเซียง (劉克襄) นักเขียนหนังสือแนวอนุรักษ์ระบบนิเวศวิทยาที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน กล่าวในงานแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เพื่อโปรโมทเส้นทางแห่งการบูรสู่ต่างประเทศระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเมื่อกลางเดือนก.ค. ปี 2018 ว่า ทางด่วนสายต่างๆ ในไต้หวันมุ่งเน้นเรื่องความเร็วและความกว้างของถนน โดยหวังว่าจะนำมาซึ่งความรุ่งเรืองและการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ “เส้นทางแห่งการบูร” ที่เพิ่งมีการกำหนดเส้นทางอย่างชัดเจนในปีค.ศ.2018 นั้น ต่างไปจากถนนทั่วๆ ไป “นี่คือเส้นทางแห่งวิถีเนิบช้า ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นว่า ค่านิยมและวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมไต้หวันกำลังแปรเปลี่ยนไป”

“เส้นทางแห่งการบูร” ถือเป็นเส้นทางที่โรแมนติกที่สุดของโครงการ “ไถซานเสี้ยน เส้นทางสายโรแมนติก” และเป็นเส้นทางแห่งตำนาน เรื่องราวมากมายที่ได้จากความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งร่วมกันสำรวจและเก็บมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน คุณโจวเซิ่งซิน (周聖心) เลขาธิการสมาคมเดินพันลี้ กล่าวว่า “แม้จะเป็นเพียงถนนเล็กๆ แต่มันคือเส้นทางสายสำคัญ” นี่คือเส้นทางที่นำไปสู่วิถีชีวิตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง จากความรีบเร่งสู่ความเนิบช้า และหวังว่าในอนาคตจะกลายเป็นสถานที่ที่มีพลเมืองมาทำกิจกรรมสาธารณะร่วมกันมากขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

Tiếng Việt IN

“Đường mòn Long Não” dọc theo tỉnh lộ số 3

Đại lộ khoan thai và lãng mạn

Bài viết‧Cathy Teng Ảnh‧Lin Min-hsuan Biên dịch‧Hải Ly

2018年,全長四百多公里的國家級長程步道「樟之細路」正式被命名,這條之前不曾出現在地圖上的路徑,主要沿著以客家聚落為主的台三線,縱向串聯舊有的古道、農路、郊山步道而成。此地域昔日是大片的天然樟樹林,先民入山伐採煉腦,成就台灣樟腦王國的名號,也是帶領台灣通往十九世紀大航海時代與世界連結的路徑。


Năm 2018, đường mòn đi bộ cấp quốc gia có tổng chiều dài hơn 400km chính thức được đặt tên là "Đường mòn Long Não" ("Raknus Selu Trail"), con đường này chưa từng xuất hiện trên bản đồ trước đây, chủ yếu đi men theo đường tỉnh lộ số 3 chạy qua khu vực sinh sống của các nhóm cộng đồng người Khách Gia, nó xâu chuỗi nhiều con đường từ thời trước gồm đường mòn, đường ở nông thôn và đường mòn đi bộ khu vực ngoại ô thành một tuyến đường. Thời xưa khu vực này là một rừng Long Não bạt ngàn, người xưa vào rừng chặt cây để tinh luyện ra Long Não, đem lại danh hiệu "Vương quốc Long Não" cho Đài Loan, cũng là con đường đưa Đài Loan đến với thời đại Khám phá của thế kỷ thứ 19 và giúp Đài Loan kết nối với thế giới.

 

Sau hơn nửa năm khảo sát thực địa, từ lúc có đường đi tới lúc không còn đường để đi, rồi lại cố mở ra một con đường, những hội viên của Hiệp hội đường mòn ngàn dặm (Taiwan Thousand Miles Trail Association) đã xuyên đèo vượt núi, tìm lại từng đoạn đường đã mất, xâu chuỗi câu chuyện của các địa phương lại với nhau.

 

“Đường mòn Long Não” đầy lãng mạn chạy dọc theo tỉnh lộ số 3

Tên gọi tiếng Anh của “Đường mòn Long Não” là “Raknus Selu Trail”, theo ngôn ngữ của hai dân tộc Thổ Dân Atayal và SaySiyat, thì “Raknus” có nghĩa là “Long Não”, còn “Selu” theo cách phát âm của dân tộc Khách Gia nghĩa là “đường mòn”. Từ cách đặt tên có thể thấy được khu vực này là sự hội nhập văn hóa của các dân tộc thổ dân với văn hóa dân tộc Khách Gia. Về mặt địa lý, “Đường mòn Long Não” chạy dọc theo tuyến đường tỉnh lộ số 3, xâu chuỗi những đường mòn, những con đường ở nông thôn và những lối đi tắt của các khu vực từ Long Đàm ở Đào Viên, đến Đông Thế ở Đài Trung lại với nhau, nó đi qua hàng chục thị trấn nhỏ của người Khách Gia tại các địa phương như Tân Phố, Quan Tây, Khung Lâm, Trúc Đông, Hoành Sơn, Bắc Phố, Nga Mi, Nam Trang, Tam Nghĩa, Đầu Ô, Sư Đàm, Công Quán, Đại Hồ và Trác Lan, đường mòn vốn không rộng, nhưng trên mỗi một con đường nhỏ đều ẩn chứa vô số những câu chuyện đầy tính nhân văn.

Khi ra tranh cử, Tổng thống Thái Anh Văn đã nêu ra kế hoạch “Tuyến đường tỉnh lộ số 3 lãng mạn”, tham khảo khái niệm đường mòn phục vụ du lịch “Đại lộ lãng mạn” của Đức, “Tuyến đường tỉnh lộ số 3 lãng mạn” sẽ xâu chuỗi các điểm trên dọc tuyến đường này, chấn hưng sự phát triển ngành du lịch cho các khu vực Đào Viên, Tân Trúc, Miêu Lật và Đài Trung. “Đường mòn Long Não” là một mục trong kế hoạch nêu trên, có ý định xâu chuỗi các điểm tạo thành một tuyến đường mòn, đi theo con đường này để khám phá những khu dân cư, gần gũi với thiên nhiên, cũng giúp các thị trấn nhỏ phát triển kinh tế.

Đoàn thể dân sự “Hiệp hội đường mòn ngàn dặm (Taiwan Thousand Miles Trail Association) thành lập vào năm 2006, trong nhiều năm nay đoàn thể này đã phát động rất nhiều phong trào đường mòn đi bộ của Đài Loan, năm 2011, sau khi hiệp hội đề xướng hoàn thành mạng lưới tuyến đường vòng quanh đảo có tổng chiều dài hơn 3000 km, bước tiếp theo đã chuyển sang quảng bá đường mòn đi bộ rèn luyện sức khỏe có chặng đường dài.

 

Trèo đèo lội suối khảo sát tìm tòi

Ban đầu, hiệp hội làm theo ý kiến của các bậc tiền bối rất am hiểu về đường mòn cổ, đó là nối liền một số đường mòn cổ mà những người leo núi hay sử dụng thành một tuyến đường, nhưng phát hiện ra trong đó phải sử dụng đến khá nhiều các đoạn đường quốc lộ và các tuyến đường phát triển các ngành công nghiệp, không phù hợp với mục tiêu ban đầu là muốn tìm ra một con đường chỉ chuyên để đi bộ. Các hội viên của hiệp hội đích thân khảo sát thực địa, để tìm ra một con đường trên núi có thể thay thế cho đường quốc lộ.

Họ đã lật tìm “Đài Loan Bảo Đồ” (Bản đồ địa hình Đài Loan được vẽ vào thời Nhật Bản chiếm đóng), kết hợp bản đồ xưa và nay, nghiên cứu các tuyến đường, hoặc hỏi han những bậc trưởng lão của các khu dân cư xem liệu có những đường mòn cổ tại địa phương bị lãng quên hay không. Nếu hỏi không ra đường, thì đành phải tự tìm cách. Thư ký phương án đặc biệt của hiệp hội - ông Hoàng Tư Duy đã tham dự vào quá trình khảo sát toàn bộ tuyến đường, ông cho biết mỗi một lần đi khảo sát sẽ có 1 nhóm khoảng 4 người, 3 người phụ trách tìm đường trên núi, 1 người phụ trách lái xe đưa đón, khi mọi người đang tìm tòi khảo sát, người lái xe phụ trách tới các khu dân cư lân cận trò chuyện với bà con, hy vọng có thể khai thác được nhiều câu truyện hơn. Quá trình khảo sát đường có khả năng sẽ đi lên tới đường biên nối liền hai dãy núi cao hoặc sẽ đi khảo sát dọc theo con đường mà người dân địa phương đi hái măng. Còn khi không còn đường để đi nữa, thì nhóm khảo sát sẽ tự khai phá đường mòn cho mình bằng dao đi rừng, những người đi sau phụ trách buộc dây vải để làm dấu lên cây. Rất thường hay xảy ra chuyện sau khi chui ra khỏi được đám cây rừng rập rạm thì họ phát hiện đang bị kẹt ở mép của con dốc, hoặc bỗng nhiên rớt xuống từ khu vườn ở sau biệt thự nhà dân. Nghe họ mô tả lại cảm giác ly kỳ chẳng khác gì tình tiết vượt qua không gian trong phim võ hiệp vậy.

Đường đi của tuyến “Đường mòn Long Não”, ngoài các con đường mòn cổ mà thời nay thường sử dụng, có một số đường mòn cổ đã biến mất nhưng mang đậm ý nghĩa văn hóa cũng hy vọng sẽ được tái hiện.

Ông Từ Minh Khiêm - Phó Trưởng ban điều hành của Hiệp hội đường mòn ngàn dặm (Taiwan Thousand Miles Trail Association) cũng lấy con đường mòn “Lão Quan Đạo” (Laoguandao) làm ví dụ, đây là trục đường giao thông quan trọng nối liền khu Đại Hồ với khu Trác Lan của huyện Miêu Lật trong thời kỳ Nhật Bản chiếm đóng, một phần của tuyến đường này bị tu sửa thành đường đi cho các khu phát triển các cụm công nghiệp, còn một số đoạn đường do có ít người sử dụng nên trở nên hoang phế dần, nhưng trên bản đồ “Đài Loan Bảo Đồ” vào năm 1904 do người Nhật hoàn thành và trên nhiều bản đồ khác đều có tồn tại đường mòn “Lão Quan Đạo” này. “Có thể nói trước khi thi công đường tỉnh lộ số 3, đây là con đường mà mọi người thường hay sử dụng nhất, cho tới khi xuất hiện đường quốc lộ thì nó mới bị thay thế, cho nên chúng tôi cho rằng phải đưa “Lão Quan Đạo” vào thành một phần của tuyến “Đường mòn Long não”, phải tái hiện nó trở lại”, ông Từ Minh Khiêm nói.

 

Khám phá những câu chuyện của địa phương

Trong lúc Hiệp hội đường mòn ngàn dặm khảo sát thực địa, thì đồng thời cũng phát hiện được những cảnh quan văn hóa rất đa dạng trên dọc đường đi, như ngôi miếu Bá Công, cảnh vườn trà, đường kênh nước, v.v... từ các địa danh như Liêu Khanh Chương Não (Zhangnao Liaokeng), rừng Thượng Chương (Shang Zhang) là có thể thấy được các ngành nghề ở địa phương có liên quan đến cây Long Não, ngoài ra còn có tuyến đường ranh giới gọi là đường Ải Dũng (Aiyungxian) mà người Hán thời trước đã lập ra khi đến khai khẩn để làm ranh giới ngăn cách với dân tộc thổ dân.

Mỏ Lưu Huỳnh nằm ở bên cạnh tuyến đường tốc độ nhanh hướng Đông Tây số 72 (thuộc xã Công Quán huyện Miêu Lật), theo ông Hoàng Tư Duy giải thích cho biết, đây là nơi đầu tiên tại Đài Loan phát hiện có dầu thô, năm 1877 tại đây đào được giếng dầu đầu tiên của Đài Loan, cũng là giếng dầu lâu đời thứ 2 của thế giới. Ở bên cạnh vẫn lưu lại dấu vết của cụm công nghiệp khoan dầu được hình thành vào thời đó, đường ray xe goòng, kho sửa chữa các thiết bị hạng nặng, ký túc xá số 20, bệ khoan dầu, đều khiến người ta liên tưởng tới cảnh tượng nhộn nhịp một thời.

Đường mòn cổ Xuất Vân (Chuyun) ở gần mỏ lưu huỳnh (đoạn từ Mỏ lưu huỳnh tới chùa Pháp Vân) và đường mòn cổ Xuất Quan (Chuguan) (đoạn từ Mỏ lưu huỳnh tới núi Quan Đao), cũng đều được đưa vào thành trục chính của “Đường mòn Long Não”. Khi lên tới chùa Pháp Vân ở lân cận những con đường mòn này, từ bãi đất bằng của ngôi chùa phóng tầm mắt ra khu vực Đại Hồ, sẽ thấy nơi xảy ra cuộc xung đột giữa nhóm dân tộc Khách Gia và dân tộc Thổ Dân vào thời xưa; xa hơn một chút nữa là Panzilin (là tên gọi cũ của thôn Tịnh Hồ, xã Đại Hồ, huyện Miêu Lật ngày nay) chính là địa điểm đã xảy ra câu chuyện trong bộ tiểu thuyết “Đêm lạnh” của nhà văn Đài Loan Lý Kiều.

Tiếp tục đi lên phía Bắc, “Đường mòn Tiết Ải” ở bên cạnh tuyến đường huyện lộ số 26 Miêu Lật (thuộc địa phận hai xã Sư Đàm và Công Quản), ông Hoàng Tư Duy dẫn chúng tôi tới điểm có thể quan sát được kỹ thuật làm đường mòn cổ, trên bậc thang được làm bằng đá thấp thoáng  2 chỗ khuyết rất ngay ngắn có độ dài khoảng 5 cm, đó là vết được lưu lại do nhiều năm trước người ta dùng chiếc đục nhỏ đục những viên đá to để xây sửa đường mòn cổ. Bậc thang cuối còn lưu lại hai câu thơ bằng ngôn ngữ Khách Gia mà trước đây có người từng lưu lại có ý nghĩa là: “Trèo lên chạm lông mũi, trèo xuống đụng phải râu”, qua đó dường như có thể hình dung ra cảnh người viết đang thở hổn hển, miêu tả một cách rất sinh động về đoạn bậc thang dốc trèo rất mệt.

Đi tiếp sẽ tới “Đường mòn cổ Thạch Quang” ở thị trấn Quan Tây huyện Tân Trúc, đây là đường mòn cổ nông sản quan trọng nối liền Thạch Cương Tử (tên gọi cũ của khu dân cư Thạch Quang) với khu Long Đàm - Đào Viên. Quan sát các bậc cầu thang bằng đá ở địa phương đa phần đều được làm từ đá cuội tròn, ông Hoàng Tư Duy giải thích, nơi đây vốn là lòng sông có rất nhiều đá cuội hình thành do đá bị nước sông làm xói mòn, người xưa lấy để rải đường, cũng vì vậy khác với hình dạng của đá trên đường mòn cổ Tiết Ải được đập ra từ đá to.

 

Đường của ai người đó tự sửa

Hiệp hội đường mòn ngàn dặm nhiều năm nay nỗ lực phát động khai phá đường mòn bằng phương pháp thủ công thay cho việc gọi thầu công trình, ông Từ Minh Khiêm giải thích, làm đường mòn theo khái niệm công trình, tự nhiên sẽ bị theo lối logic kiểu thi công một lần, bảo trì vĩnh viễn, sử dụng các nguyên liệu ngoại lai như đá hoa cương, xi măng, v.v..., nhưng những vật liệu này đều không thể sử dụng lâu bền trong thiên nhiên, thường xuyên xảy ra tình trạng bị hỏng hóc phải tu sửa. Còn điểm quan trọng nhất của việc làm đường mòn theo phương pháp thủ công, là sẽ tận dụng những vật liệu thiên nhiên có sẵn ngay tại chỗ, do vậy dễ thích nghi với điều kiện địa phương và thuận tiện cho bảo trì định kỳ.

Làm đường mòn bằng phương pháp thủ công sẽ khác biệt tùy theo từng địa phương, thích nghi riêng với từng địa phương, khó có thể giải thích bằng ngôn từ, vì vậy hiệp hội tổ chức các đợt làm đường vào dịp ngày nghỉ, để các tình nguyện viên có thể quan sát thực địa đối với các đặc điểm của đường mòn đi bộ gồm địa thế, địa chất, giúp họ có sự trải nghiệm thực tế.

Chúng tôi đích thân tham dự các đợt làm đường vào dịp ngày nghỉ, nhiệm vụ của chúng tôi vào những dịp đó là bảo dưỡng “Đường mòn cổ Độ Nam”. Trên con đường mòn này có một đoạn đường ở bên mép một con dốc do bị nước xối nên bị sụt, trước đây tạm dùng tre để làm lối đi tạm, lần này định áp dụng phương pháp xếp đá để tăng độ bền cho nền đường. Ban đầu ông Từ Minh Khiêm và người thợ làm đường xem xét mặt ngoài mép con dốc, thảo luận việc tu sửa, sau đó dẫn mọi người đi tìm kiếm và thu thập những viên đá thích hợp. Còn nền đường bị nước xối thì phải sử dụng những viên đá lớn để lấp đầy, cần phải chọn những viên đá có hình dáng và kích thước phù hợp. Khoảng trống được đào cũng cần xem xét kích thước, độ sâu, sau khi đá được mang đến phải xếp thử theo các góc độ khác nhau, cho tới khi tìm ra được vị trí có độ chắc nhất, lúc đó mới xếp vào theo đúng vị trí đó. Tiếp theo tìm những viên đá cỡ vừa và nhỏ để nhét vào khe của những viên đá lớn, rồi tiếp tục đổ thật nhiều cát vào những chỗ còn khe hở, để làm cho thật chắc. Phần bên cạnh mép con dốc được tu bổ lại nhìn không khác gì với các đoạn đường bình thường, nhưng nếu nhìn từ bên cạnh sẽ thấy như chỗ vá của quần áo, chỗ bị khuyết hỏng được bù khuyết trông hoàn toàn nguyên vẹn như cũ.

Ngoài ra còn phải tìm đá dưới suối, hoặc cưa gỗ để làm mép đường, phương pháp làm hầu như tương tự, nhưng vì thiên nhiên không thể công thức hóa giống như xếp hình Lego, nên chỉ có thể tự phát huy khả năng, lấy từ thiên nhiên, thích nghi với từng địa phương.

Những tình nguyện viên tham dự sửa sang tu bổ đường mòn đi bộ. Từ đó trở đi, cuộc sống của họ có một sự liên kết với những con đường, giữa con người và đất đai không còn xa lạ, đây là lý do khiến rất nhiều tình nguyện viên nhiều lần quay lại tham dự công việc làm đường và tu sửa đường mòn.

Vào khoảng trung tuần tháng 7 năm 2018, tại cuộc họp báo công bố Nghi lễ ký kết biên bản ghi nhớ về quảng bá “Con đường Long Não” ra quốc tế do chính phủ và tư nhân phối hợp tổ chức, nhà văn chuyên viết về đề tài thiên nhiên và sinh thái Lưu Khắc Tương chỉ ra rằng, các con đường gồm đường tỉnh lộ số 3, đường cao tốc Trung Sơn, đường cao tốc số 2 đoạn phía Bắc thông xe, sẽ thỏa mãn được yêu cầu về tốc độ, nhờ những con đường tốc độ nhanh và rộng rãi tạo ra khả năng kinh tế và sự phát triển. Nhưng “Con đường Long Não” được hoàn thành quy hoạch vào năm 2018 là một tuyến đường hoàn toàn khác hẳn, “Đây là một đại lộ khoan thai chậm rãi, minh chứng cho giá trị và nội dung cuộc sống mà xã hội Đài Loan hằng theo đuổi đang biến đổi dần.”

"Con đường Long Não" là sự lãng mạn nhất trong “Kế hoạch tuyến đường tỉnh lộ số 3 lãng mạn”, đó là có một nhóm người tìm tòi khám phá những con đường với nhiều điều chưa biết, chỉ vì muốn xâu chuỗi từng đoạn đường có ẩn chứa rất nhiều những câu chuyện. Trưởng ban điều hành của Hiệp hội đường mòn ngàn dặm, bà Châu Thánh Tâm nói: “Mặc dù nó chỉ là một con đường mòn, nhưng cũng chính là một đại lộ”, đại lộ này ẩn chứa những tư duy khác nhau, từ tốc độ nhanh đến khoan thai chậm rãi, trong tương lai càng kỳ vọng đây là nơi có càng nhiều người dân Đài Loan tham dự.

Jalan setapak Raknus Selu

Perjalanan yang lamban dan romatis

Artikel‧Cathy Teng Gambar‧Lin Min-hsuan

2018年,全長四百多公里的國家級長程步道「樟之細路」正式被命名,這條之前不曾出現在地圖上的路徑,主要沿著以客家聚落為主的台三線,縱向串聯舊有的古道、農路、郊山步道而成。此地域昔日是大片的天然樟樹林,先民入山伐採煉腦,成就台灣樟腦王國的名號,也是帶領台灣通往十九世紀大航海時代與世界連結的路徑。


Pada tahun 2018, jalan setapak tingkat nasional sepanjang lebih dari 400 km diresmikan dengan nama Jalan Setapak Raknus Selu. Jalan yang sebelumnya tidak pernah muncul di peta, menelusuri pemukiman Hakka dekat jalan Tol 3, menjalin untaian jalan setapak lama, jalan pertanian, dan jalan pendakian gunung di sekitar. Kawasan ini dulu berupa hutan alami pohon kamper, setelah suku Han membuka hutan untuk memproduksi kapur barus, maka Taiwan mendapat julukan sebagai Kerajaan Kamper. Industri ini telah menghubungkan Taiwan dengan rute perkapalan dunia di abad 19.

 

Para anggota Asosiasi Jalan Setapak Seribu Mil Taiwan menghabiskan waktu setengah tahun lebih untuk menjajakinya dengan berjalan kaki, menjelajahi jalan yang sudah ada sampai yang sudah punah, dan membuka sebuah jalan setapak Raknus Selu, naik turun gunung, guna mengembalikan jalan setapak yang musnah, menguntainya kembali menjadi sebuah cerita. 

 

Jalan Setapak sepanjang Tol Taiwan yang romantis

Asal usul nama jalan setapak Raknus Selu, Raknus berarti pohon kamper dalam bahasa Atayal dan Saisiyat, Selu adalah jalan setapak dalam bahasa Hakka. Dari namanya bisa diketahui daerah ini kental dengan budaya aborigin dan Hakka. Rute jalan setapak Raknus Selu, menelusuri jalan Tol 3, yang merangkai daerah Longtan Taoyuan hingga jalan setapak lama, jalan pertanian, jalan kecil di daerah Dong-shi Taichung. Untaian ini melewati daerah Sinpu, Guansi, Qionglin, Zhudong, Hengshan, Beipu, Emei, Nanzhuang, Sanyi, Douwu, Shitan, Gongguan, Dahu, Zhuolan sepuluh lebih pedesaan suku Hakka, jalan setapak yang sempit ini telah mengulum cerita-cerita rakyat di sekitar. 

Dalam masa kampanye presiden tahap pertama Tsai Ing-wen, ia mengajukan rancangan program “Rute Romantis Taiwan no. 3”, hasil inspirasi dari konsep jalan wisata Jerman yang bernama “Jalan Romantis”. Konsep “Rute Romantis Taiwan no. 3” ini diharapkan bisa menggalakkan industri pariwisata Taoyuan, Hsinchu, Miaoli, dan Taichung. Jalan setapak Raknus Selu adalah salah satu kategori dari program ini, adanya rangkaian jalan setapak yang menerobos berbagai daerah, diharapkan bisa memakmurkan perekonomian pedesaan yang dilaluinya.

Asosiasi Jalan Setapak Seribu Mil yang dididirikan oleh badan swasta pada tahun 2006, telah menggalakkan aksi olah raga jalan setapak, pada tahun 2011, jaringan internet mengelilingi Taiwan sepanjang 3000 km telah rampung, dan akan disusul dengan menggelar gerak jalan jarak jauh menelusuri jalan setapak.

 

Mencari jalan di tengah hutan belantara

Pada awalnya, asosiasi menuruti saran para senior pemerhati jalan, dengan merangkai beberapa jalan lama, tetapi ternyata cara ini akan melibatkan banyak jalan raya, di mana hal ini tidak sesuai dengan misi semula yang hanya ingin mencari sebuah rute untuk berjalan kaki. Mitra asosiasi akhirnya turun tangan sendiri, mencari jalan setapak pengganti jalan raya.

Mereka memeriksa peta topografi peninggalan zaman kolonial Jepang, dan memadukannya dengan peta zaman sekarang, menelusuri rute jalan sambil bertanya kepada para senior di kawasan tersebut apakah mereka mengetahui keberadaan jalan lama yang terlantar. Ketika mengalami jalan buntu, mereka turun tangan sendiri untuk mencari jalan. Huang Szu-wei sekretaris asosiasi yang juga berperan serta dalam program ini, menceritakan pengalamannya, satu tim empat orang terbagi menjadi tiga orang mencari jalan, satu orang menjadi supir antar jemput, ketika tiga anggota sedang mencari jalan, supir bertanggung jawab mengunjungi warga daerah setempat, mengobrol dengan mereka berharap bisa mengeruk cerita setempat yang lebih banyak. Dalam berpetualang mencari jalan terkadang mereka keluar masuk jalan di celah pegunungan, atau menelusuri jalan warga pencari akar bambu. Jalan yang buntu dibuka dengan pisau parang, membuka jalan lama sendiri, sambil tak lupa membuat tanda dengan mengikat pita di pepohonan sepanjang jalan yang dibuka. Sering tanpa sadar dirinya tertaut di pinggir garis punggung bukit, atau terjatuh keluar dari taman belakang vila milik warga. Ceritanya ini bagaikan adegan drama silat dari masa ke masa yang penuh sensasi.

Rute jalan setapak Raknus Selu meliputi jalan lama yang sering dipakai sekarang, termasuk sebagian jalan yang punah tapi bermakna budaya siknifikan juga diharapkan bisa diwujudkan kembali. Hsu Ming-chien menyebut “Lao guandao” sebagai contoh, jalan utama yang menghubungkan Dahu Miaoli dengan Zhuolan di era kolonial Jepang. Sebagian rute jalan tersebut telah berubah menjadi jalan raya, dan sebagian lagi terlantar karena jarang dipakai lagi. Tetapi keberadaannya tercantum dalam peta topografi yang dibuat kolonial Jepang 1904. Hsu Ming-chien mengatakan rute jalan ini sangat sering digunakan masyarakat sebelum jalan tol no. 3 dibangun. Untuk itu, kami merasa harus mengembalikan “lao guandao” yakni terusan jalan tua dengan memasukkannya dalam rute Raknus Selu.

 

Mengeksplorasi cerita yang terpendam

Dalam penjelajahannya, Asosiasi Jalan Setapak Seribu Mil saat mencari jalan lama juga menemukan banyak peninggalan budaya seperti kuil Dewa Bumi, perkebunan teh, kanal irigasi, dari nama-nama tempat seperti Kerukan Kapur Barus, Hutan Kamper bisa diketahui bahwa daerah setempat sangat erat kaitannya dengan industri kamper, ada pula suku Han membuat garis pembatas lahan pertaniannya untuk membedakannya dari suku aborigin.

Chuhuangkeng terletak di tepi jalan cepat provinsi no. 72 di desa Gongguan Miaoli, menurut Huang Szu-wei adalah tempat sumber minyak pertama ditemukan di Taiwan, sumur minyak pertama dibuat pada 1877, juga merupakan sumur minyak tertua no. 2 sedunia. Masih terlihat jejak-jejak permukiman peninggalan industri pengilangan minyak di masa lalu, rel kereta, gudang reparasi mesin, asrama no. 20, platform pengeboran minyak, yang mengingatkan kembali nuansa kemakmuran di masa silam.

Jalan setapak lama Chuyun (Chuhuangkeng - Kuil Fayun) dan Chuguan (Chuhuangkeng - Guandaoshan) keduanya termasuk dalam rute Jalan Setapak Raknus Selu. Selayang pandang dari kuil Fayun yang ada di sekitarnya, terpapar pemandangan Dahu, yang di masa lalu adalah tempat pertikaian antara suku Hakka dengan suku aborigin; dan di kejauhan terlihat “Hutan Fanzai” yang menjadi tema cerita novel Li Qiao yang berjudul “Malam yang dingin”. Sekarang lokasi tersebut dinamai dusun Jinghu di desa Dahu kabupaten Miaoli.

Penjelajahan berlanjut ke arah utara, yaitu ke arah Jalan setapak lama Xie’ai (Jalan lama Shitan-Gongguan) yang terbentang menyusuri jalan kabupaten Miaoli Rute 26. Huang Szu-wei memberitahukan kiat cara mengenal jalan setapak lama, di tangga batu masih terlihat ada dua lekukan rata sepanjang 5 cm, inilah bekas pukulan pahat ke batu besar untuk membangun jalan. Di ujung tangga batu terlihat tulisan sajak peninggalan pemahat dalam bahasa Hakka “Mendaki tangga bisa menyentuh hidung, turun tangga bisa menyentuh geraian rambut”, seolah-olah masih bisa kita rasakan nafas tersengal orang dulu yang melalui jalan ini, melukiskan betapa sulitnya menelusui jalan setapak tangga batu ini.

Perjalanan mencapai jalan setapak lama Shiguang di Guanxi Hsinchu, sebelumnya adalah jalan pertanian penting yang menghubungkan Shigangzi (Nama lama untuk Shiguang) dengan Longtan Taoyuan. Tanjakan tangga batu yang dipakai di sini berupa batu kali yang bulat. Huang Szu-wei menjelaskan daerah tersebut sebelumnya adalah palung sungai, yang penuh dengan bebatuan yang sudah licin terkikis air, para perintis pembangunan jalan dulu mengambil batu di tempat, sehingga batu tanjakan di daerah ini berbeda dengan bentuk batu di jalan setapak lama Shitan-Miaoli. Ketinggian setiap batu tangga disesuaikan dengan langkah kaki pemikul batu.

 

Membangun jalan setapak sendiri

Asosiasi Jalan Setapak Seribu Mil membangun jalan setapak dengan tangan dan bukan memakai teknik mesin, Shu Ming-chien menjelaskan pembangunan proyek pada umumnya akan menuruti logika konstruksi permanen dengan memakai batu granit, semen dan bahan materi dari luar daerah, tetapi semua ini sangat rentan, sering rusak dan membutuhkan perbaikan. Tetapi berbeda dengan jalan setapak yang dibangun dengan tangan manusia, dengan memakai bahan yang ada di tempat, memudahkan pemeliharaan.

Jalan setapak buatan tangan ini akan berbeda-beda sesuai dengan kawasannya, sulit dilukiskan dalam kata-kata, untuk itu asosiasi menyelenggarakan “Liburan membangun jalan dengan tangan”, memberikan kesempatan kepada para sukarelawan menjajaki sendiri keadaan lokasi jalan setapak.

Kami ambil bagian dalam sebuah acara liburan membangun jalan, tugasnya memelihara “Jalan setapak Dunan”. Ada sebagian jalan longsor dikikis air, untuk sementara dibuatkan jalan darurat dari bambu, dan sekarang hendak dibangun kembali memakai batu agar kuat. Dimulai dari diskusi antara Shu Ming-chien dengan para tukang, bagaimana memulihkannya, sampai mencari batu yang cocok. Ukuran lahan penempatan batu dan semuanya membutuhkan perhitungan yang tepat. Disusul dengan mencari ukuran batu yang cocok untuk menutupi relung yang kosong, dan kemudian ditutup rapat dengan mencurahkan tanah dan pasir agar kokoh. Pembenahan selesai tanpa bekas, jika dilihat dari samping, bagaikan baju yang ditambal, menutupi lubang dengan jahitan yang indah tak berbekas.

Ada pula yang mengambil bebatuan dari kali, atau menggergaji kayu menjadi bantalan pinggir jalan, teknik pembuatan pada dasarnya mirip, tetapi mengingat alam semesta tidak seperti tumpukan mainan Lego, maka pembuat jalan hanya mengandalkan kecerdasanya, memanfaatkan bahan alami yang ada di sekitar. Jiwa para sukarelawan yang berperan serta dalam pembangunan jalan setapak, mulai saat itu, sudah menjalin suatu ikatan erat dengan jalan ini, hubungan manusia dengan bumi tidak lagi asing, dan inilah salah satu sebab mengapa para sukarelawan gemar kembali untuk terus mengabdi.

Pada pertengahan Juli 2018, dalam konferensi pers penandatanganan MOU kemitraan publik-swasta untuk mempromosikan Jalan Setapak Raknus Selu. Penulis alam Liu Ka-shiang memberikan pidato yang mengesankan, ia mengatakan jalan tol provinsi no.3, jalan tol Sun Yat-sen dan jalan tol Formosa semua dibangun untuk menuntut kecepatan, agar mendatangkan kemajuan ekonomi yang lebih pesat. Tetapi jalan setapak Raknus Selu yang rampung pada 2018 ini adalah sebuah jalan yang lain daripada yang lain. “Ini adalah jalan pelan, yang menjadi saksi bahwa masyarakat Taiwan mulai mengalami pancaroba dalam mengejar nilai kehidupan.”

“Jalan setapak Raknus Selu” adalah bagian yang paling “romantis” dari program rute tol romantis Taiwan no. 3, karya sekelompok orang yang menapaki jalan yang belum diketahui masa depannya, dan hanya demi merangkaikan semuanya menjadi jalan-jalan yang mengandung cerita. Ketua Asosiasi Jalan Setapak Seribu Mil Chou Sheng-sin mengatakan, “Walaupun itu berupa jalan kecil “Selu”, adalah jalan yang akbar adanya.” Jalan yang mendatangkan semangat kehidupan yang berbeda, dari cepat hingga lambat, partisipasi masyarakat yang lebih banyak sangat diharapkan untuk membangun masa depan.

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!