พลิกโฉมอุตสาหกรรมหัตถศิลป์ไต้หวัน

เริ่มจากโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรม
:::

2019 / สิงหาคม

บทความ‧เจิงหลันส รูปภาพ‧หลินเก๋อล คำแปล‧อัญชัน ทรงพุทธ


有「台灣工藝之父」稱號的顏水龍在《台灣工藝》這本書中,提倡活用台灣原有材料之美,設計符合現代人生活的工藝用品,不但可外銷,也可保持傳統技藝、豐富文化素質。映照這幾年來,有一股強調手作工藝的風潮默默崛起,這一切可以從台灣工藝美術學校的創辦說起。


ในหนังสือชื่อ Formosa Industrial Art ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1952 คุณเหยียนสุ่ยหลง (顏水龍) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งงานหัตถศิลป์ไต้หวัน” ได้กล่าวถึงการนำความงดงามของวัสดุในท้องถิ่นไต้หวันมาออกแบบและสร้างสรรค์ เป็นงานหัตถศิลป์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน นอกจากสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้แล้ว ยังช่วยสืบสานศิลปหัตถกรรมดั้งเดิม เพิ่มความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ผ่านการผสมผสานกันของศิลปะการออกแบบและความชำนาญด้านศิลปหัตถกรรมของไต้หวันเองอีกด้วย

 

แนวคิดเรื่อง “การออกแบบงานหัตถศิลป์” ที่เสนอโดยคุณเหยียนสุ่ยหลง ปรากฏให้เห็นจากกระแสนิยมงานหัตถศิลป์ที่เน้นเรื่องการทำด้วยมือซึ่งเริ่มมีมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาทิ การเปิดคอร์สเรียนรู้โดยลงมือทำงานหัตถศิลป์ด้วยตนเองที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมใหม่และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหัตถศิลป์ เป็นต้น โดยทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้  มีจุดเริ่มต้นจากการก่อตั้งโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมไต้หวัน

คุณเฉินหมิงฮุย (陳明輝) ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมไต้หวัน (Taiwan School of Arts & Crafts) กล่าวว่า “ในยุคของคุณเหยียนสุ่ยหลง งานหัตถศิลป์เป็นพลังที่สามารถค้ำจุนเศรษฐกิจของหมู่บ้านเกษตรกรรมให้มั่นคง แต่ในยุคปัจจุบันหากใช้ศัพท์สมัยใหม่ต้องบอกว่า การฟื้นฟูงานศิลปหัตถกรรมก็คือการสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ท้องถิ่นนั่นเอง” คุณเฉินหมิงฮุยเปิดประเด็นในทันทีว่า คุณเหยียนสุ่ยหลงมุ่งมั่นที่จะผลักดันการศึกษาด้านศิลปหัตถกรรมไต้หวันสุดกำลังความสามารถ เช่นเดียวกับปณิธานอันแน่วแน่ที่จะก่อตั้งโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมให้สำเร็จ “หวังว่างานหัตถศิลป์ของไต้หวันจะไม่เป็นเพียงแค่ผลงานศิลปะที่นำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หากแต่มีความงดงามและเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม อีกทั้งถูกนำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยผ่านการออกแบบที่ทันสมัย ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้กลายเป็นโมเดลการสร้างชีวิตให้แก่ท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย”

 

ก่อตั้งโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมไต้หวัน

คุณเฉินหมิงฮุย ซึ่งไว้หนวดเครายาวเฟิ้ม เล่าถึงที่มาของการก่อตั้งโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมว่าเกิดจากความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐ

จากภูมิหลังที่เคยทำงานในกองทุนศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ (National Culture and Arts Foundation) โดยทำหน้าที่แนะแนวงานด้านศิลปหัตถกรรมในชุมชนและหมู่บ้านชนเผ่าพื้นเมือง เขาพบว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตงานไม้ของไต้หวันมีศักยภาพแข็งแกร่ง เคยเป็น 1 ใน 3 อันดับประเทศที่รับจ้างผลิตงานไม้รายใหญ่ของโลก แต่นักออกแบบที่เป็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่สามารถผลิตผลงานได้ระดับมาตรฐานเดียวกันกับสหภาพยุโรปต้องเผชิญกับอุปสรรคในการดำเนินกิจการ เนื่องจากไม่มีช่องทางการจัดจำหน่าย

คุณเฉินหมิงฮุยโดดลงมาช่วยเหลือนักออกแบบงานหัตถศิลป์รุ่นใหม่ หาช่องทางจัดจำหน่ายผลงาน โดยได้เปิดร้านจำหน่ายสินค้าหัตถศิลป์ชื่อ “Liv’in Riverside” ในปีค.ศ.2008 ใช้รูปแบบและลักษณะการนำเสนอแบบเดียวกับในพิพิธภัณฑ์ในการแนะนำและจำหน่ายสินค้าหัตถศิลป์ไต้หวัน กล่าวได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของร้านแนว “concept stores” ก็ว่าได้ แต่หลังจากที่ลงไปสัมผัสกับตลาดสินค้าหัตถศิลป์แล้ว เขาต้องเผชิญกับปัญหาสองด้าน ซึ่งก็คือผู้บริโภคที่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่คุ้นชินกับสินค้าหัตถศิลป์ที่ทำจากไม้ไผ่หรือหวายซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติ และปัญหาด้านการผลิตที่เผชิญกับสภาวะการขาดแคลนช่างหัตถศิลป์อย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินกิจการยังพบว่า การจะฟื้นฟูอุตสาหกรรมหัตถศิลป์ไต้หวัน นอกจากต้องหาช่องทางการจัดจำหน่ายแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบบ ดังนั้น คุณเฉินหมิงฮุยจึงตัดสินใจก่อตั้งโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมไต้หวัน เขาให้เหตุผลว่า “การแก้ไขปัญหาเรื่องช่างฝีมือต้องเริ่มจากการศึกษา”

พลังและแนวคิดที่สั่งสมมานานถึง 10  ปี ถูกนำมาใช้ในการก่อตั้งโรงเรียน โดยเริ่มจากการร่วมมือกับมหกรรม Pop Up Asia และแบรนด์สินค้าหัตถศิลป์กว่า 29 แบรนด์ เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนงานหัตถศิลป์พร้อมกัน 50 คอร์ส ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันยังขานรับความต้องการเรียนรู้วิชาศิลปหัตถกรรมที่เน้นการทำด้วยมือ ด้วยการรื้อฟื้นวิชานี้ให้เป็นหนึ่งในหลักสูตรการศึกษาใหม่ของปีการศึกษา 2019 อีกด้วย

 

พลิกภาพลักษณ์วิชาศิลปหัตถกรรม

กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันวางแผนรื้อฟื้นรายวิชาศิลปหัตถกรรมที่ถูกนำออกจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 ปี โดยนำกลับมาบรรจุในหลักสูตรอีกครั้ง ตั้งแต่ปีการศึกษา 2019 และจัดกลุ่มวิชาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วยกลุ่มวิชาสารสนเทศและกลุ่มวิชาเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน โดยจัดให้วิชาศิลปหัตถกรรมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิชาเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ที่มีชั่วโมงเรียนในวิชาดังกล่าวโดยเฉพาะและเน้นย้ำเรื่องการทำด้วยมือ นับว่าเป็นการปลูกฝังและบ่มเพาะความรู้ความสามารถในด้านศิลปหัตถกรรมให้แก่นักเรียน

เขตต้าซี นครเถาหยวน ซึ่งได้รับการขนานนามว่า เป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้และโต๊ะหมู่บูชาเทพเจ้า ได้มีการจัดตั้งนิเวศพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานไม้ต้าซี (Daxi Wood Art Ecomuseum) โดยโรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมไต้หวันช่วยเหลือในด้านการฝึกอบรมครูช่าง การออกแบบรายวิชา และผลักดันหลักสูตรงานไม้ที่เหมาะสมกับเด็กอีกด้วย

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะให้เด็กนักเรียนหยิบเลื่อยขึ้นมา แล้วลงมือทำงานไม้ได้อย่างไร?

โรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมไต้หวันได้เชิญคุณ Stephan Johannes Elbracht ซึ่งเป็นครูสอนวิชางานไม้ ในชั้นเรียนเกรด 5-12 ของโรงเรียน Waldorf ประเทศเยอรมนี ผู้มีประสบการณ์ด้านการสอนวิชางานไม้มานานถึง 30 ปี เดินทางมาไต้หวันเพื่อฝึกอบรมครูช่างศิลปหัตถกรรมประเภทงานไม้ เขาเริ่มต้นการฝึกอบรมในครั้งนั้น ด้วยการใช้ขวานผ่าท่อนไม้ออกเป็นชิ้นๆ  นอกจากทำให้บรรดาครูช่างหัตถศิลป์ตกตะลึงไปตามๆ กันแล้ว ยังได้เปลี่ยนแปลงความคิดที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนวิชางานไม้ของครูช่างทุกคนด้วย

ในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของไม้ที่นำมาใช้เป็นวัสดุ การเรียนการสอนวิชาศิลปหัตถกรรมของคุณ Elbracht ทำให้นักเรียนที่ไม่เคยสัมผัสกับกลิ่นและเนื้อไม้มาก่อน ได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของงานหัตถศิลป์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ จากนั้นสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงท่วงทำนองและแกนหลักของลวดลายที่สะท้อนถึงต้นกำเนิดของผลงาน โดยผ่านขั้นตอนของการลงมือทำช้อนไม้เพียงหนึ่งคัน

“งานไม้เป็นวิชาหลักที่ได้รับความนิยมในประเทศเยอรมนี ต่างจากในไต้หวันที่เป็นเพียงวิชารอง เพื่อให้เด็กนักเรียนได้พักสมองหรือถูกยืมเวลานำไปใช้เรียนวิชาทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์”  คุณหนีหมิงเซียง (倪鳴香) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ (National Chengchi University : NCCU) ชี้ว่า “การวางแผนการเรียนการสอนวิชางานไม้ไม่ได้เน้นหนักที่การสอนทักษะเท่านั้น แต่ต้องการให้วัฒนธรรมงานไม้และและวัฒนธรรมการทำด้วยมือ กลับคืนสู่สังคมไต้หวัน ส่วนสำคัญไม่ได้อยู่ที่สมอง แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่างมือกับใจ”

 

ชีวิตคือการออกแบบ

กระนั้นก็ตาม ศิลปหัตถกรรมดั้งเดิมแขนงต่างๆ ในไต้หวันที่เสื่อมหายไปตามกาลเวลา ราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน ครูช่างรุ่นเก่าที่ทยอยร่วงโรยไปตามกาลเวลา  สินค้าหัตถศิลป์ที่ไม่เหมาะกับความต้องการของยุคสมัย เป็นแนวโน้มที่ดูเหมือนว่า ยากที่จะพลิกฟื้นกลับคืนมา แต่หากใช้วิธีส่งเสริมแนวคิดใหม่มาออกแบบสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ จะสามารถแก้ไขได้หรือไม่?

ในความเป็นจริงแล้ว อุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมดั้งเดิมของไต้หวันพยายามสร้างสรรค์นวัตกรรมและออกแบบใหม่ หาทางสื่อสารและเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่ ตลอดจนสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นมา และคุณไล่ซิ่นโย่ว (賴信佑) ซึ่งเข้ามารับสืบทอดกิจการผลิตเครื่องเขิน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

คุณไล่ซิ่นโย่วเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของร้าน Kou san Craft ซึ่งเป็นกิจการเครื่องเขินของตระกูล คุณปู่ของเขาคือ ไล่เกาซาน (賴高山) เปิดร้านที่ถนนจื้อโหยว ในนครไทจง เพื่อสืบสานศิลปะการทำเครื่องเขินที่เคยร่ำเรียนมาจาก Tadasu Yamanaka ครูช่างชาวญี่ปุ่น และใช้วิธีเคลือบเงาแบบพันชั้น (thousand-layer) ในการทำอุปกรณ์ชงชา ถ้วยชาม และกล่องใส่บุหรี่ สำหรับมอบเป็นของขวัญ โดยส่งไปขายที่ญี่ปุ่น เงินที่หามาได้นำไปซื้อบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะไล่เกาซานในปัจจุบันนั่นเอง นอกจากนี้ ยังส่งบุตรชายคือคุณไล่จั้วหมิง (賴作明) ไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น ผู้ซึ่งกลายเป็นศิลปินที่รังสรรค์ผลงานเครื่องเขินจนมีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา

งานเครื่องเขินเป็นงานที่ต้องทุ่มเทเวลาและกำลังแรงกายอย่างหนัก จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากผลิตภัณฑ์พลาสติกและสแตนเลสที่ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เฉกเช่นเดียวกับงานศิลปหัตถกรรมดั้งเดิมทั่วไป คุณไล่ซิ่นโย่วตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางเดียวกันกับคุณปู่ เขากลับมาสืบทอดกิจการเครื่องเขินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เติมบริบทแห่งยุคสมัยผนวกกับการออกแบบด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาต่อ
ยอดเครื่องเขินเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ ตุ้มหู เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเช่นตะเกียบและถ้วยชาม เป็นต้น

คุณไล่ซิ่นโย่วกล่าวว่า “มีผู้คนประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ไม่เคยซื้อเครื่องเขินเลย และเมื่อได้ยินคำว่า “ลงรักเคลือบเงา” ก็มักจะนึกถึงการทาด้วยสารเคมีที่เป็นงานตกแต่งภายใน” ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงต้องตระเวนไปตามตลาดนัดทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์และแนะนำให้ผู้บริโภคได้รู้จักเครื่องเขินด้วยตนเอง “ยางรักหรือแลคเกอร์ เป็นวัสดุธรรมชาติที่ได้จากน้ำยางของต้นรัก (Lacquer Tree) ตะเกียบที่ทาด้วยยางรักหลายพันครั้งจะขึ้นเงางดงาม ทนความร้อนได้ดี และล้างง่าย อีกทั้งไม่ขึ้นราง่ายเหมือนตะเกียบไม้ทั่วไป” ขณะเดียวกัน คุณไล่ซิ่นโย่วยังได้เปิดคอร์ส “เรียนรู้โดยลงมือทำเครื่องเขิน” เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับคุณค่าและความงามของเครื่องเขิน ผ่านขั้นตอนที่ละเอียดและซับซ้อนในการลงมือทำเครื่องเขินด้วยตนเอง

 

ออกแบบงานหัตถศิลป์เพื่อสังคมโดยใช้ภูมิปัญญา

นอกจากร้าน Kou san Craft ของคุณไล่ซิ่นโย่วแล้ว ร้าน Sanhe Wood Art ที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนานกว่า 50 ปี ก็ได้พยายามผลักดันการออกแบบงานไม้ให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยให้นักเรียนได้สัมผัสกับคุณค่าของงานหัตถกรรมไม้ รับรู้ถึงแรงที่ต้องใช้ในการเจาะรู สอดเดือย และความหนาของเนื้อไม้ ผ่านประสบการณ์ลงมือทำด้วยตนเอง เพื่อผลิตเป็นม้านั่งที่มีลิ้นชัก โต๊ะวางคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ หรือกล่องใส่เครื่องประดับ เป็นต้น

คุณเฉินหมิงฮุยมองว่า อุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมดั้งเดิมจำนวนมากปรับเปลี่ยนโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมบริการบนฐานความรู้ การผลิตสินค้าไม่ได้เน้นที่มูลค่าของตัวสินค้าอีกต่อไป แต่เป็นการเชื่อมโยงไปสู่ทักษะความชำนาญและวัฒนธรรมพื้นบ้าน เขาเชื่อมั่นว่า การศึกษาจะช่วยให้งานหัตถศิลป์ไต้หวันมีอนาคตที่สดใส คุณเฉินหมิงฮุยกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “ไม่แน่นะ อีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กๆ บอกกับพ่อแม่ว่า หนูอยากเป็นช่างไม้ พ่อแม่จะพูดว่า เยี่ยมมากเลยลูก” นี่คือบทสรุปของคุณเฉินหมิงฮุย ที่หวังแก้ปัญหาโดยเริ่มจากการศึกษาและสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “การออกแบบงานหัตถศิลป์” ที่คุณเหยียนสุ่ยหลงเน้นย้ำ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ทุกยุคสมัย นั่นก็คือ ใช้ภูมิปัญญามาออกแบบงานหัตถศิลป์ เพื่อเสริมสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้แก่ชีวิตของเรานั่นเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

IN Tiếng Việt

Mengembalikan Seni Kerajinan Taiwan

Sekolah Seni dan Kerajinan Taiwan

Artikel‧Esther Tseng Gambar‧Jimmy Lin

有「台灣工藝之父」稱號的顏水龍在《台灣工藝》這本書中,提倡活用台灣原有材料之美,設計符合現代人生活的工藝用品,不但可外銷,也可保持傳統技藝、豐富文化素質。映照這幾年來,有一股強調手作工藝的風潮默默崛起,這一切可以從台灣工藝美術學校的創辦說起。


Yan Shui-long, dalam buku “Formosa Industrial Art”, mendapat predikat sebagai “Bapak Kerajinan Taiwan” karena telah mempromosikan pemanfaatan kreatif bahan-bahan asli dari Taiwan dalam desain produk kerajinan yang disesuaikan dengan gaya hidup zaman sekarang, dengan perpaduan desain artistik dan keterampilan, produk-produk ini tidak saja dapat diekspor ke luar negeri, melainkan juga dapat melestarikan kesenian tradisional dan meningkatkan kekayaan kualitas budaya, serta bermanfaat bagi perekonomian negara.

 

Terinspirasi dari semangat “Desain kerajinan” Yan Shui-long, dalam beberapa tahun terakhir, penekanan terhadap seni kerajinan tangan perlahan-lahan mulai bangkit, seperti kelas praktek kerajinan yang sedang populer, transformasi industri kerajinan tradisional melalui inovasi, dan lain-lain, semua ini dimulai dari pendirian Taiwan School of Arts & Crafts.

"Pada era Yan Shui-long, kerajinan merupakan kekuatan kestabilan perekonomian desa; sekarang ini, dengan kosa kata jaman sekarang, kebangkitan kerajinan merupakan revitalisasi lokal setempat,” demikian tegas Chen Ming-hui pendiri Taiwan School of Arts & Crafts, pada saat itu Yan Shui-long terus berupaya mempromosikan pendidikan kerajinan Taiwan, sama seperti pada awal ia mendirikan sekolah seni dan kerajinan, “Ia berharap kerajinan Taiwan tidak hanya menjadi barang yang dipamerkan dalam museum, tetapi melalui desain produk yang sarat dengan budaya dan estetika produk tersebut dapat kembali digunakan dalam kehidupan sehari-hari manusia zaman sekarang, serta menciptakan kreativitas lokal untuk menstabilkan perekonomian setempat.”

 

Pendiri Taiwan School of Arts & Crafts

Chen Ming-hui dengan wajah berjanggut yang tercukur rapi menceritakan alasan ia mendirikan sekolah seni dan kerajinan, yang bermula dari rasa frustrasi ketika bekerja di sektor publik.

Chen Ming-huai yang pernah bertugas pada bagian kerajinan dan seni komunitas suku penduduk asli di Yayasan Seni dan Budaya Nasional, menemukan bahwa industri OEM perkayuan Taiwan memiliki kemampuan yang kuat, dan sempat masuk 3 besar dunia. Sayangnya meskipun desainer muda dapat menghasilkan produk dengan kualitas lebih baik dari standar kualitas Uni Eropa, tetapi tidak ada akses yang memadai sehingga terjerat dalam kesulitan. (OEM atau Original Equipment Manufacturer adalah suatu perusahaan atau organisasi yang merancang dan memproduksi komponen produk atau barang jadi sesuai dengan spesifikasi yang ditentukan dan dijual ke perusahaan pembeli)

Untuk membantu pemasaran kerajinan karya desainer muda, tahun 2008 Chen Ming-hui membuka toko bernama “Liv'in Riverside” yang khusus menjual produk kerajinan Taiwan. Dengan menggunakan cara seperti layaknya museum, memperkenalkan dan menjual produk kerajinan Taiwan, hal ini dapat dikatakan sebagai pendahulu “Toko Barang Pilihan Kehidupan”. Namun setelah mulai berhadapan dengan pasar, ia harus menghadapi tantangan ganda, di mana konsumen muda tidak terbiasa dengan produk kerajinan dari bahan-bahan alami seperti bambu, rotan dan lainnya, serta tantangan minimnya pengrajin yang serius.

Dalam pengelolaan bisnis Chen Ming-hui tidak henti-hentinya bereksplorasi, ia melihat kalau ingin memulihkan kerajinan Taiwan tidak bisa hanya dilakukan di tingkat pemasaran saja melainkan juga harus merubah fisik. Pada tahun 2018 Chen Ming-hui memutuskan untuk mendirikan Taiwan School of Arts & Crafts, karena “Penanganan masalah manusia harus dari pendidikan.”

Gagasan dan energi yang terkumpul selama satu dekade, tertuang dalam pendirian sekolah ini, pada saat pertama kali berkolaborasi dengan Pop Up Asia dan 29 merek produk kerajinan, ia langsung membuka 50 kelas kerajinan dan mendapat respon yang sangat baik. Secara kebetulan, dalam silabus tahun ajaran baru tahun 2019 untuk memenuhi kebutuhan pendidikan kerajinan, Kementerian Pendidikan (MOE) kembali memasukan mata pelajaran kerajinan tangan ke dalam kurikulum.

 

Mengembalikan Imajinasi Kelas Kerajinan

Dalam silabus tahun ajaran 2019, Kementerian Pendidikan memasukan pelajaran kerajinan tangan yang sudah menghilang selama 9 tahun, menjadikannya sebagai “Bidang teknis” yang terbagi menjadi dua mata pelajaran yang berbeda yaitu informatika dan teknologi dalam kehidupan sehari-hari, kelas kerajinan memiliki waktu khusus dalam bidang teknologi kehidupan sehari-hari dan, menekankan pada pengetahuan praktek, yang lebih lanjut juga dapat membina keterampilan kerajinan.

Seperti Daxi, Taoyuan adalah kabupaten penting produksi meja sembahyang dan perabot rumah tangga kayu, memiliki museum ekologi seni kayu, memberikan bantuan pelatihan bagi para pengajar di sekolah seni dan kerajinan Taiwan, mengatur mata pelajaran, mempromosikan mata pelajaran perkayuan yang sesuai bagi anak-anak di sekolah.

Tetapi, apakah berarti membiarkan anak-anak memegang gergaji, menjadi tukang kayu di sekolah?

Taiwan School of Arts & Crafts mengundang Stephan Johannes Elbracht, pengajar di kelas 5 – 12 pertukangan kayu di sekolah Waldorf, Jerman yang memiliki pengalaman selama 30 tahun di bidang pendidikan pertukangan, ia datang ke Taiwan untuk melatih guru seni ukir. Saat kelas pelatihan dimulai, Stephan menggunakan sebuah “Kapak” untuk membelah kayu, tindakan ini mengejutkan para guru yang ada dalam kelas, tetapi juga mengembalikan pemikiran mereka terhadap pelajaran pertukangan.

Di kelas yang penuh dengan aroma kayu, Stephan mengajak para murid memulainya dengan merasakan aroma dan tekstur serat kayu, memahami nilai dari penggunaan bahan alami untuk membuat produk kerajinan; kemudian dari proses pembuatan sebuah sendok kayu, ia mengajarkan anak-anak untuk mendalami pola dan alur serat kayu yang ada dari punggung sendok kayu.

“Pelajaran pertukangan merupakan mata pelajaran utama di Jerman, tidak seperti di Taiwan yang hanya sebagai mata pelajaran sekunder, dan digunakan untuk bersantai atau dipakai untuk mengejar pelajaran fisika,  kimia atau matematika.” Ni Ming-xiang, Direktur Institut Program Pascasarjana Pendidikan Anak-Anak, Taiwan National Chengchi University, yang membantu merancang program ini mengemukakan, “Rancangan kelas pertukangan kayu tidak pada teknik pengajaran, melainkan budaya pengrajin kayu dan budaya mengembalikan kerajinan tangan pada masyarakat  Taiwan; pendidikan pertukangan kayu merupakan akar dari pendidikan, fokus utama bukan pada bagian kepala melainkan ‘keterkaitan antara hati dan tangan’.”

 

Desain adalah Kehidupan

Namun, terpuruknya kerajinan tradisional Taiwan juga memiliki cerita yang sama, yaitu sirnanya para perajin senior, dan produk-produk yang sudah tidak dibutuhkan lagi di era sekarang ini. Kelihatannya sulit untuk mengembalikan tren ini, apakah mungkin membuat perubahan yang nyata melalui desain dengan inovasi baru?

Sebenarnya Taiwan memiliki semakin banyak industri kerajinan yang mencoba berinovasi, desain kreatif, dan berkomunikasi dengan konsumen generasi muda, menciptakan merek dan citra baru produk kerajinan. Salah satu contohnya adalah Lai Hsin-you yang kembali mengambil alih usaha barang pernis (Lakuer atau Shikki – bahasa Jepang) keluarganya.

Lai Hsin-you adalah generasi ketiga usaha keluarga seni barang pernis, Kausan Craft, kakeknya Lai Gao-shan pernah belajar seni barang pernis di Institute for Craft Education di Jalan Ziyou, Taichung milik Yamanaka Tadasu asal Jepang, dengan teknik rumit seribu lapisan membuat barang pernis, seperti poci teh, piring, mangkuk, kotak rokok dan produk lainnya bisa diekspor ke Jepang, dari uang yang diperoleh ia membeli rumah yang sekarang ini dijadikan sebagai gedung peringatan seni, dan mengirim anaknya Lai Zuo-ming ke Jepang untuk menjadi seniman barang pernis.

Namun seni barang pernis sama seperti seni kerajinan tradisional lainnya, karena adanya produk-produk massal dengan bahan plastik, stainless steel dan lainnya sehingga menghantam produk kerajinan tradisional yang membutuhkan banyak waktu dan tenaga dalam pembuatannya. Lai Hsin-you memilih jalan yang diambil kakeknya – kembali pada seni barang pernis dalam produk kebutuhan sehari-hari, dengan memadukan unsur modern dalam desainnya seperti anting-anting lakuer, sumpit perlengkapan makan dan lainnya, untuk mempromosikan barang pernis dalam kehidupan sehari-hari.

“Sekitar 80 dari 100 orang yang tidak pernah membeli barang pernis, bahkan mendengar kata “Pernis” langsung beranggapan pelapis kimia yang biasa digunakan untuk dekorasi”. Setiap akhir pekan Lai Hsin-you mendatangi pasar-pasar di seluruh pelosok Taiwan untuk mempromosikan seni barang pernis, bertatap muka dan berkomunikasi dengan konsumen: “Pernis adalah bahan alami yang diambil dari pohon pernis (Toxicodendron vernicifluum), selapis demi selapis ditumpuk sampai 10 lapisan dan dijadikan sumpit pernis, lembut dan licin, tahan panas dan juga mudah untuk dicuci, tidak mudah berjamur seperti sumpit kayu.” Pada saat yang sama, dengan “Kelas praktek belajar seni barang pernis” Lai Hsin-you membantu konsumen merasakan nilai dan keindahan barang pernis melalui proses pembuatan yang rumit.

 

Desain Sosial dan Kearifan Kerajinan

Selain Kausan Craft dari Lai Hsin-you, perusahaan perabot kayu Sanhe Wood Art yang telah memiliki sejarah 50 tahun lebih, juga membuka kelas praktek kerajinan kayu, agar muridnya dapat merasakan sendiri pemahatan lubang, mengetahui kekuatan yang digunakan untuk sambungan dengan ketebalan kayu yang ada, membuat laci bangku, meja keyboard atau kotak perhiasan, merasakan nilai dari produk kerajinan kayu, juga dapat mempromosikan desain yang sesuai dengan gaya hidup sekarang ini.

Chen Ming-hui merasa, banyak industri kerajinan tradisional bertransisi menjadi industri pelayanan yang berdasarkan kecerdasan, nilai dari produk tidak lagi berada pada produk bersangkutan, melainkan bergantung pada teknologi dan keterkaitan dengan kebudayaan setempat. Ia yakin melalui upaya dalam sistem pendidikan dapat membuat kerajinan Taiwan memiliki masa depan. “Mungkin setelah 10 tahun, ketika sang anak memberitahukan orang tuanya kalau ia ingin menjadi tukang kayu, sang orang tua akan mengatakan keputusan tersebut sangat baik sekali.” Chen Ming-hui yang berharap untuk memulai perubahan dari dunia pendidikan, sambil tersenyum mengambil kesimpulan yang sama seperti gagasan “Desain kerajinan” yang ditekankan oleh Yan Shui-long, ia berharap sebuah solusi jangka panjang dapat ditemukan menggunakan pengetahuan desain kerajinan, memperbarui struktur dalam kehidupan kita.

Xoay chuyển nghề thủ công mỹ nghệ Đài Loan

Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan

Bài viết‧Esther Tseng Ảnh‧Jimmy Lin Biên dịch‧Minh Hà

有「台灣工藝之父」稱號的顏水龍在《台灣工藝》這本書中,提倡活用台灣原有材料之美,設計符合現代人生活的工藝用品,不但可外銷,也可保持傳統技藝、豐富文化素質。映照這幾年來,有一股強調手作工藝的風潮默默崛起,這一切可以從台灣工藝美術學校的創辦說起。


Trong cuốn “Ngành Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan” (Formosa Industrial Art), ông Nhan Thủy Long (Yan Shui-long) – người được vinh danh là “Cha đẻ của ngành Thủ công Mỹ Nghệ Đài Loan” đã đề xướng việc tận dụng vẻ đẹp vốn có của vật liệu Đài Loan để thiết kế những đồ thủ công mỹ nghệ phù hợp với đời sống của con người hiện đại. Thông qua sự kết hợp giữa thiết kế mỹ thuật và kỹ thuật thủ công mỹ nghệ, không những có thể đưa sản phẩm xuất khẩu ra nước ngoài, mà còn bảo tồn kỹ nghệ truyền thống, làm giàu thêm bản sắc văn hóa, cũng tạo lợi ích kinh tế cho đất nước.

 

Những năm gần đây, tinh thần “Thiết kế thủ công mỹ nghệ” do ông Nhan Thủy Long khởi xướng đã được thể hiện qua sự âm thầm trỗi dậy của phong trào lấy thủ công mỹ nghệ làm điểm nhấn, bao gồm các khóa học thủ công mỹ nghệ trải nghiệm hiện đang trên đà phát triển, sự chuyển đổi sáng tạo của ngành thủ công mỹ nghệ truyền thống v.v..., tất cả những điều này đã được khơi mào kể từ khi Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan ra đời.

“Vào thời của ông Nhan Thủy Long, thủ công mỹ nghệ là sức mạnh để giúp làm ổn định kinh tế nông thôn; hay nếu nói theo lối nói kiểu hiện đại thời nay thì việc chấn hưng nghề thủ công mỹ nghệ chính là tạo sức sống mới cho địa phương”. Ông Trần Minh Huy (Chen Ming-hui), người sáng lập Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan (Taiwan School of Arts & Crafts) nói thẳng rằng, việc ban đầu ông Nhan Thủy Long nỗ lực thúc đẩy giáo dục Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan và lý tưởng thành lập Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan của ông đều là giống nhau: “Hy vọng nghệ thuật thủ công của Đài Loan không chỉ là những tác phẩm nghệ thuật được trưng bày tại viện bảo tàng, mà còn có thể thông qua thiết kế, đưa những đồ thủ công mỹ nghệ đậm chất văn hóa và mỹ thuật trở về cuộc sống thường ngày của con người hiện đại, đồng thời tạo ra mô hình sáng tạo giúp ổn định kinh tế địa phương”.

 

Sáng lập Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan

Ông Trần Minh Huy, người có khuôn mặt với bộ râu quai nón kể về ngọn nguồn của việc sáng lập ngôi trường này lại bị trắc trở khó khăn bởi cơ quan nhà nước.

Từng phụ trách công việc hỗ trợ khu dân cư và nghề thủ công mỹ nghệ của bộ lạc tại Quỹ Văn hóa và Nghệ thuật quốc gia, ông phát hiện ngành gia công gỗ của Đài Loan rất mạnh, từng được xếp hạng thuộc top 3 ngành công nghiệp gia công hàng đầu thế giới. Tuy nhiên, những sản phẩm của các nhà thiết kế trẻ có thể sánh ngang với những sản phẩm tốt đạt tiêu chuẩn Liên minh châu Âu, nhưng khổ một nỗi lại thiếu kênh phân phối tiêu thụ, rơi vào tình cảnh việc kinh doanh khó mà tồn tại.

Để tạo điều kiện giúp các nhà thiết kế thủ công mỹ nghệ trẻ tuổi tiếp thị sản phẩm, năm 2008, một mình ông Trần Minh Huy đứng ra mở một cửa hàng có tên gọi là “Sống bên dòng sông” (Liv’in Riverside) chuyên bán đồ thủ công mỹ nghệ Đài Loan, áp dụng cách thuyết minh của bảo tàng để giới thiệu và bán sản phẩm thủ công mỹ nghệ Đài Loan, có thể nói đây là tiền thân của “Cửa hàng kiểu Storerooms”. Nhưng sau khi tiếp xúc thực tế với thị trường thì lại phải đối mặt với hai thách thức, đó là tình trạng người tiêu dùng trẻ còn xa lạ với sản phẩm thủ công làm bằng các vật liệu thiên nhiên như mây, tre v.v..., cũng như sự thiếu hụt trầm trọng người làm nghề ở đầu sản xuất.

Trải qua sự tìm tòi không ngừng trong kinh doanh, phát hiện ra rằng Đài Loan muốn chấn hưng ngành thủ công mỹ nghệ thì không những phải thay đổi trong lĩnh vực tiếp thị, mà còn phải thay đổi cả về nội dung. Năm 2018, ông Trần Minh Huy quyết định thành lập Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan: “Để giải quyết vấn đề nhân lực phải bắt tay vào làm ngay từ giáo dục”.

Những suy nghĩ và năng lượng được tích lũy trong 10 năm trời đã bùng nổ trong dịp thành lập trường, đầu tiên là hợp tác với Triển lãm Pop Up Asia và 29 thương hiệu thủ công mỹ nghệ, cùng một lúc mở liền 50 khóa học thủ công mỹ nghệ, nhận được sự hưởng ứng rất tốt. Ngoài ra, trong đề cương mới chương trình giáo dục năm học 2019, Bộ Giáo dục ngẫu nhiên cũng nhấn mạnh sự khôi phục lại môn học thủ công, đáp ứng nhu cầu về giáo dục thủ công mỹ nghệ.

 

Xoay chuyển sự tưởng tượng đối với thủ công mỹ nghệ

Trong đề cương chương trình giáo dục năm học 2019, Bộ Giáo dục khôi phục lại môn học thủ công mỹ nghệ đã từng biến mất trong chương trình giáo dục cơ bản 9 năm, chia “lĩnh vực khoa học công nghệ” thành hai bộ môn khác nhau là: thông tin và công nghệ đời sống. Môn học thủ công mỹ nghệ thuộc bộ môn công nghệ đời sống có số tiết riêng, nhấn mạnh kỹ năng thực hành, ngoài ra cũng có thể bồi dưỡng tố chất về thủ công mỹ nghệ.

Lấy ví dụ khu vực Đại Khê (Daxi) ở Đào Viên (Taoyuan) là vùng trọng điểm sản xuất mặt hàng bàn thờ, đồ nội thất bằng gỗ và còn còn có bảo tàng sinh thái nghệ thuật gỗ. Về phía Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan thì hỗ trợ chương trình đào tạo giáo viên, thiết kế chương trình giảng dạy, thúc đẩy chương trình giảng dạy nghề mộc thích hợp với trẻ em tại nhà trường.

Thế nhưng, để trẻ em cầm cưa làm đồ mộc tại trường hay sao?

Trường Mỹ thuật và Thủ công Mỹ nghệ Đài Loan đã mời ông Stephan Johannes Elbracht, thầy giáo dạy môn học làm mộc cho học sinh từ lớp 5 đến lớp 12 của Trường Waldorf ở Đức với kinh nghiệm 30 năm giảng dạy  nghề mộc, đến Đài Loan đào tạo giáo viên môn đồ gỗ thủ công. Khi bắt đầu lớp đào tạo, đầu tiên ông dùng chiếc “rìu” để chặt gỗ, cú chặt gỗ này đã gây sốc cho nhóm giáo viên tham gia lớp học của ông và cũng xoay chuyển ý nghĩ của mọi người đối với chương trình giảng dạy nghề mộc. 

Trong lớp học ngào ngạt mùi thơm của gỗ, thông qua tiết học thủ công mỹ nghệ của ông Elbracht, giúp cho học sinh bắt đầu cảm nhận từ mùi vị và chất liệu của thớ gỗ để lĩnh hội được giá trị của việc sử dụng vật liệu thiên nhiên làm ra sản phẩm thủ công mỹ nghệ; và qua quá trình làm một chiếc muỗng canh bằng gỗ, dạy các em nhỏ cách để hiểu được sự nhịp nhàng và những đường nét của chiếc muỗng.

 “Ở Đức, môn học nghề mộc là môn học chính, không như ở Đài Loan là môn phụ, được dùng làm thời gian để nghỉ ngơi hay được mượn để giảng dạy các môn toán lý hóa”. Trưởng khoa giáo dục trẻ nhỏ Trường Đại học Chính trị - Nghê Minh Hương (Ni Ming-xiang), người hỗ trợ công việc thiết kế giáo án của môn học này cho biết, “Thiết kế chương trình giảng dạy nghề mộc không phải dạy về kỹ thuật mà là đưa văn hóa nghề mộc và văn hóa thủ công quay trở lại với xã hội Đài Loan. Giáo dục nghề mộc là sự giáo dục đặt nền móng, trọng tâm của nó không phải ở đầu óc, mà là “sự kết nối trái tim với đôi bàn tay”.

 

Thiết kế hòa quyện với cuộc sống

Tuy nhiên, trước sự mai một của ngành thủ công mỹ nghệ truyền thống của Đài Loan, dường như đều nói lên những câu chuyện tương tự, những nghệ nhân lành nghề ngày càng rơi rụng, sản phẩm không còn đáp ứng được nhu cầu của thời đại. Trước xu thế khó lòng xoay chuyển được như vậy, liệu có thể làm thay đổi thực tế thông qua tư duy thiết kế đầy sáng tạo?

Thực ra ở Đài Loan càng ngày càng có nhiều nghề thủ công mỹ nghệ truyền thống, thử thiết kế bằng những ý tưởng sáng tạo và mới mẻ, bắc nhịp cầu trao đổi với thế hệ người tiêu dùng trẻ, xây dựng hình ảnh và thương hiệu mới cho sản phẩm thủ công mỹ nghệ. Anh Lại Tín Hữu (Lai Hsin You) đã quay trở về để tiếp quản sự nghiệp thủ công mỹ nghệ sơn mài của gia tộc, chính là một trường hợp như thế.

Anh Lại Tín Hữu là thế hệ thứ ba của gia tộc hãng kinh doanh thủ công mỹ nghệ sơn mài Quang Sơn (Kousan), ông nội Lại Cao Sơn (Lai Gaoshan) từng đến Cơ sở dạy làm thủ công mỹ nghệ truyền thống được mở tại đường Tự Do thành phố Đài Trung (Taichung) để học nghề sơn mài với nghệ nhân người Nhật Tadasu Yamanaka, đồng thời ông sử dụng kỹ thuật quét hàng ngàn lớp sơn có độ khó rất cao để sản xuất ra những đồ tặng biếu như bộ đồ trà, chén, bát, đĩa v.v..., rồi xuất khẩu sang Nhật Bản, số tiền kiếm được đã dùng để mua căn nhà nay là Bảo tàng kỷ niệm nghệ thuật Lại Cao Sơn (Laikousan Memorial Art Museum), ông đã cho người con trai Lại Tác Minh (Lai Zuo-ming) sang Nhật Bản du học và trở thành nghệ nhân chế tác đồ sơn mài nghệ thuật.  

Tuy nhiên, đồ sơn mài mỹ nghệ cũng giống như các mặt hàng thủ công mỹ nghệ truyền thống, sự ra đời hàng loạt của các sản phẩm bằng nhựa và inox đã gây ảnh hưởng rất lớn đến nghề thủ công mỹ nghệ truyền thống vốn rất hao công hao sức này. Anh Lại Tín Hữu chọn con đường đi của ông nội, trở lại nghề làm đồ dùng sinh hoạt bằng sơn mài và kết hợp đưa những yếu tố hiện đại vào thiết kế, ví dụ bông tai sơn mài, đũa sơn mài để thúc đẩy đồ dùng sơn mài đi vào cuộc sống.

 “Khoảng 80% người thông thường chưa từng mua đồ dùng sơn mài để sử dụng và khi nghe thấy từ “sơn mài” đều nghĩ rằng đây là vật liệu sơn bằng hóa chất, dùng để trang trí nhà cửa”. Cứ mỗi cuối tuần, anh Lại Tín Hữu đều đi khắp các phiên chợ trên toàn Đài Loan để quảng bá nghệ thuật sơn mài, trao đổi trực tiếp với người tiêu dùng: “Đồ sơn mài lấy nguyên liệu từ giống cây sơn thiên nhiên, đũa sơn mài được làm bởi  hàng chục lớp sơn được quét chồng lên nhau, bề mặt nhẵn bóng, chịu nhiệt tốt và dễ dàng rửa sạch, không có khuyết điểm như đũa gỗ dễ bị ẩm mốc”. Anh Lại Tín Hữu đồng thời thông qua “Khóa học trải nghiệm làm đồ sơn mài”, giúp cho người tiêu dùng có thể cảm nhận được giá trị và cái đẹp của đồ mỹ nghệ sơn mài qua những công đoạn sản xuất rườm rà tỉ mỉ.

 

Thiết kế xã hội hóa, sáng tạo thông minh cho thủ công mỹ nghệ

Ngoài trừ hãng Quang Sơn của anh Lại Tín Hữu, hãng đồ gỗ mỹ nghệ Tam Hòa (Sanhe) có lịch sử hơn 50 năm, thông qua những khóa học trải nghiệm cách làm đồ gỗ, giúp cho người học có thể cảm nhận được mức độ dùng lực khi đục lỗ, ghép mộng và độ dày của gỗ thật để làm ra chiếc ghế có ngăn kéo, chiếc bàn đặt bàn phím máy tính hoặc chiếc hộp đựng châu báu, trải nghiệm giá trị của đồ gỗ thủ công mỹ nghệ và quảng bá lối thiết kế thủ công mỹ nghệ phù hợp với phong cách sống hiện đại.

Ông Trần Minh Huy cho biết, nhiều nghề thủ công mỹ nghệ truyền thống đang thay đổi theo hướng dịch vụ thông minh, giá trị của sản phẩm được sản xuất ra không phải ở bản thân sản phẩm đó mà là sự kết nối giữa kỹ thuật và văn hóa địa phương. Ông tin rằng nhờ sự nỗ lực của hệ thống giáo dục sẽ giúp cho ngành thủ công mỹ nghệ của Đài Loan trở nên đầy ắp hy vọng. “Có thể 10 năm nữa, khi con cái nói với bố mẹ, con muốn làm thợ mộc, bố mẹ sẽ nói tốt lắm con”. Ông Trần Minh Huy là người đặt hy vọng vào việc bắt tay từ giáo dục vui vẻ đưa ra kết luận, giống như ông Nhan Thủy Long nhấn mạnh lý tưởng “thiết kế thủ công mỹ nghệ”, đưa ra lời giải tuy cũ mà vẫn mới, đó là: dùng trí tuệ vào thiết kế thủ công mỹ nghệ, tái tạo cấu trúc cuộc sống.

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!