มวยไทยในไต้หวัน หลี่จื้อเหริน “เจ้าพ่อมวยไทยแห่งไต้หวัน”

:::

2018 / มิถุนายน

บทความ‧กัวอวี้ผิง รูปภาพ‧หลินหมินเซวียน คำแปล‧ธีระ หยาง


你印象裡的泰拳是什麼樣的運動呢?一向以凶悍著稱的泰拳,在高雄仁李泰拳館裡,並沒有電影中的殘暴對打景象,反而是連高血壓患者都能天天操練的武術。

館長李智仁是緬甸華僑,年輕時於緬甸及泰國習得正統泰拳功夫,在國際泰拳風氣興起之際將泰拳帶進台灣,因此獲「台灣泰拳教父」的尊稱。他教拳超過17年,桃李滿門,包含總統貼身隨扈在內,學員們積極參與國內外泰拳和散打賽事,打出泰拳一片天。


มวยไทยคืออะไรในความคิดของคุณ? ภาพของมวยไทยเปี่ยมไปด้วยความรุนแรง  หากแต่ที่ค่ายมวยไทยเหรินหลี่ในนครเกาสง เรากลับไม่เห็นภาพการชกต่อยอย่างดุเดือดเหมือนในภาพยนตร์ มีแต่เพียงการฝึกซ้อมศิลปะป้องกันตัวที่แม้แต่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงก็สามารถมาฝึกซ้อมได้ทุกวัน

เจ้าของค่ายมวยแห่งนี้คืออาจารย์หลี่จื้อเหริน (李智仁) ซึ่งเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศเมียนมา เมื่อครั้งยังใช้ชีวิตอยู่ที่เมียนมาและไทยในขณะที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้น อาจารย์หลี่เคยมีโอกาสได้เรียนรู้มวยไทยในแบบดั้งเดิม และในโอกาสที่มวยไทยมีชื่อเสียงขจรขจายแพร่หลายไปสู่ทั่วโลก อาจารย์หลี่จึงได้นำเอามวยไทยเข้ามาสู่ไต้หวัน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น ìเจ้าพ่อมวยไทยแห่งไต้หวันî ท่านได้สอนมวยไทยให้กับคนไต้หวันมาแล้วนานกว่า 17 ปี มีลูกศิษย์ลูกหามากมายเต็มบ้านเต็มเมือง แม้แต่บอดี้การ์ดส่วนตัวของประธานาธิบดีก็เคยเรียนมวยไทยกับอาจารย์หลี่มาแล้ว และยังมีลูกศิษย์ของอาจารย์หลี่อีกจำนวนไม่น้อยที่ได้ไปเข้าร่วมการแข่งขันศิลปะป้องกันตัวทั้งในและต่างประเทศ จนสามารถสร้างชื่อเสียงในวงการมวยไทยทั่วโลก

 

เมื่อเราเดินเข้าไปในค่ายมวยไทยเหรินหลี่ (仁李泰拳館) ก็จะได้กลิ่นของน้ำมันมวยลอยฟุ้งไปทั่ว อาจารย์หลี่จื้อเหรินซึ่งเป็นเจ้าของค่ายมวยนั่งอยู่กับพื้นเพื่อทำการซ่อมแซมเครื่องป้องกันต่างๆ แสงแดดยามบ่ายที่ทอดผ่านเข้ามา ทำให้กลายเป็นภาพที่ดูให้ความรู้สึกอันสงบเงียบ อันเป็นภาพที่ขัดกับความคุ้นเคยที่ทุกคนมีต่อมวยไทยเป็นอย่างมาก มวยไทยที่เป็นศิลปะป้องกันตัวพื้นบ้านของไทย เป็นกีฬาในประเภทหมัดมวยและศิลปะป้องกันตัวที่มีข้อบังคับตามกติกาจำนวนไม่มากนัก สามารถใช้หมัด เท้า เข่า และศอกในการโจมตีคู่ต่อสู้ และเป็นศิลปะป้องกันตัวแบบมือเปล่าที่มีพลานุภาพรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ทำให้มีโอกาสสูงที่จะได้รับบาดเจ็บจนเลือดออก จึงทำให้มวยไทยถูกขนานนามว่าเป็นกีฬาที่ ìโหดร้ายทารุณî

มวยไทยซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็นการชกบนเวที มีกติกาบังคับให้นักมวยต้องใส่นวม ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น มวยไทยเริ่มเป็นที่นิยมไปทั่วโลกตั้งแต่ยุคปี 1960 หากแต่สำหรับในไต้หวันแล้ว ยังไม่แพร่หลายมากนัก อาจารย์หลี่จื้อ
เหรินที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นคนแรกๆ ที่เริ่มนำมวยไทยเข้ามาบุกเบิกในไต้หวัน จนได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์แห่งวงการมวยไทยในไต้หวัน

ร่ำเรียนมวยไทยจากครูมวยระดับตำนาน

อาจารย์หลี่จื้อเหรินเป็นลูกหลานของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศเมียนมา เมื่ออายุ 10 ขวบ ท่านได้เรียนรู้กังฟูของจีนและมวยพม่า ก่อนจะเปลี่ยนมาเรียนมวยไทยภายหลังจากที่ได้เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันแล้ว เนื่องจากอาจารย์หลี่ได้มีโอกาสชมรายการสารคดีของสถานีโทรทัศน์ช่อง National Geographic แนะนำนักมวยไทยระดับตำนานคือ อภิเดช ศิษย์หิรัญ ซึ่งมีผลงานชกชนะมากถึง 340 ไฟต์ และคว้าเข็มขัดแชมป์ทั้งมวยไทยและมวยสากลมากถึง 7 เส้น ก่อนจะก้าวเข้าสู่เวทีนานาชาติ ซึ่งจนทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถทำผลงานได้ทัดเทียมเลย หลังจากชมรายการ อาจารย์หลี่จึงตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศไทยเพื่อขอเป็นลูกศิษย์ของอภิเดชทันที 

ระหว่างที่เรียนมวยอยู่ในประเทศไทยนั้น ทุกวันจะต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อลุกขึ้นมาวิ่งและซ้อมมวย แต่ละวันจะต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นเวลาเกือบ 10 ชั่วโมง จนร่างกายอ่อนล้าแทบจะทนไม่ไหว  ซึ่งอาจารย์หลี่ได้พูดถึงการฝึกซ้อมว่า ìที่ยากที่สุดคือต้องเอาชนะใจตัวเองหลังจากได้รับบาดเจ็บ  เช่น หากกระดูกหน้าแข้งได้รับบาดเจ็บ ก็แสดงว่ายังฝึกซ้อมความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ ต้องซ้อมให้หนักยิ่งขึ้นî

ยังดีที่อาจารย์หลี่มีพื้นฐานจากการหัดชกมวยพม่ามาก่อน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามากนักก็สามารถเรียนมวยไทยได้สำเร็จสมดังตั้งใจ หลังจากนั้นก็เดินทางกลับมาไต้หวัน ซึ่งอาจารย์หลี่บอกกับเราว่า ìผมชอบประเทศไทยมาก ชีวิตความเป็นอยู่ก็ใกล้เคียงกับที่พม่า ผมจึงถือว่าประเทศไทยเป็นบ้านแห่งที่ 3 ส่วนไต้หวันคือบ้านแห่งที่ 2î

สัมผัสสภาพแวดล้อมในการฝึกฝนมวยไทย ระหว่างไต้หวันและในประเทศไทย

สำหรับคนไทยแล้ว มีคำพูดที่ว่า ìผู้ชาย 9 ใน 10 คนจะชกมวยî เห็นได้ชัดว่ามวยไทยเป็นที่นิยมในวงกว้าง แต่สำหรับในไต้หวันแล้ว เนื่องจากมวยไทยยังไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ทำให้นักมวยไม่มีเวทีสำหรับขึ้นชกได้ตลอดทั้งปี ซึ่งก็หมายความว่าคนไต้หวันไม่สามารถอาศัยการชกมวยไทยมาเลี้ยงชีพได้

ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้วคนไต้หวันจะเรียนมวยไทยเพื่อการออกกำลังกายหรือเพื่อรักษาหุ่นมากกว่า การฝึกซ้อมก็ไม่เข้มงวดเหมือนในประเทศไทย ยกตัวอย่างค่ายมวยเหรินหลี่ ซึ่งในแต่ละวันสามารถฝึกซ้อมได้มากที่สุดเพียง 4 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับค่ายมวยในประเทศไทยที่สามารถฝึกซ้อมกันนานถึง 10 ชั่วโมงขึ้นไป แค่เพียงจำนวนชั่วโมงในการฝึกซ้อมก็ต่างกันมากแล้ว

แต่การฝึกซ้อมมวยไทยในไต้หวันมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ คุณภาพชีวิตในไต้หวันดีกว่ามาก ประกอบกับรัฐบาลไต้หวันมีการทำประกันสุขภาพให้กับประชาชน ทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการรับบริการทางการแพทย์ที่ทัดเทียมกัน สำหรับนักกีฬามวยไทยที่มีโอกาสได้รับบาดเจ็บโดยง่ายแล้ว ถือ     ว่ามีหลักประกันในการรักษาพยาบาลที่ดี ซึ่งอาจารย์หลี่เห็นว่า ìเมื่อไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ก็สามารถตั้งใจฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ และอาจมีโอกาสกลายเป็นนักมวยระดับแชมเปียนส์ด้วยî

เรียนรู้คุณธรรมก่อนเรียนมวย ข้อเตือนใจจากอาจารย์หลี่

ค่ายมวยไทยต่างๆ ในไต้หวัน จะมีแนวทางและเทคนิคการสอนที่แตกต่างกันออกไป บางค่ายเน้นที่การจับทุ่ม ตีศอก หรือตีเข่า แต่ค่ายมวยเหรินหลี่จะเน้นในส่วนของหมัดและเท้าเป็นหลัก เพราะหากมีฟุตเวิร์คที่มั่นคง ก็จะสามารถออกหมัดได้อย่างหนักแน่น ซึ่งจากทฤษฎีทางการแพทย์แล้ว ร้อยละ 70 ของกล้ามเนื้อของคนเราจะอยู่ครึ่งท่อนล่างของร่างกาย การฝึกฟุตเวิร์คมากๆ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อขา ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย แต่ยังสามารถเพิ่มพละกำลังซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการชกมวยไทยด้วย และหากผู้ที่มาเรียนมีพื้นฐานที่มั่งคงแล้ว อาจารย์หลี่ก็จะเป็นผู้ถือเป้าล่อเพื่อฝึกสอนให้แบบหนึ่งต่อหนึ่งด้วยตนเอง เพราะอาจารย์รู้ดีว่า มีเพียงการจับเป้าล่อลงฝึกซ้อมด้วยตัวเองเท่านั้น จึงจะสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่

คติพจน์ของค่ายมวยเหรินหลี่คือ ìเรียนรู้มารยาทก่อนเรียนวิชา เรียนรู้คุณธรรมก่อนเรียนมวยî ความประพฤติของผู้เรียนไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อค่ายมวยเท่านั้น หากแต่ยังส่งผล
กระทบต่อภาพลักษณ์ของผู้ที่ร่ำเรียนศิลปะป้องกันตัวทั้งหมดด้วย หากอาจารย์หลี่เห็นว่าใครที่ไม่เคารพครูบาอาจารย์ ไม่มีคุณธรรม หรือมีความคิดที่ชั่วร้าย ก็จะให้ออกไปจากค่ายมวยทันที

คนที่มีนิสัยคึกคะนอง ชอบระรานผู้อื่น เมื่อมาเรียนมวยไทย ก็จะได้รับการขัดเกลาจิตใจตั้งแต่เรียนรู้ขั้นพื้นฐาน อาจารย์หวงอวี่ซิว (黃于修) ซึ่งเป็นโค้ชประจำค่าย เคยเรียนมวยไทเก๊กในขณะที่กำลังศึกษาในชั้นมัธยมต้น และคิดว่าตัวเองก็มีฝีไม้ลายมืออยู่ในระดับที่ไม่เลวเลย เพราะเคยเป็นถึงผู้ช่วยผู้ฝึกสอนมวยไทเก๊กมาแล้ว เมื่อมาถึงค่ายมวยใหม่ๆ ก็รู้สึกฮึกเหิมมาก จนไปท้าตีท้าต่อยกับเพื่อนร่วมค่าย ไม่นึกว่าสุดท้ายแล้วจะแพ้ราบคาบแบบสู้ไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็ตัดสินใจทิ้งสิ่งที่เคยเรียนมา แล้วเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจารย์หวงได้บอกกับเราถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากเรียนมวยไทยมาได้ 7 ปี นั่นก็คือ ìสิ่งที่มวยไทยให้กับผมคือทัศนคติในการดำรงชีวิต ผมมีความสุขุมและรู้จักคิดมากขึ้น รวมทั้งจะพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้ แต่ก็ไม่ได้กลัวอะไรถ้าจะต้องต่อสู้กันจริงๆî

คุณชิวติ้งจู้ (邱訂助) ลูกศิษย์ของค่ายมวยแห่งนี้บอกกับเราว่า ìโค้ชจะสอนให้พวกเรารักษาคุณธรรม มีความกตัญญูกตเวที คนที่เรียนมวยต้องไม่มีความคิดจะประลองฝีมือกับใครî คุณชิวเรียนมวยไทยกับอาจารย์หลี่มาเป็นเวลานานหลายปีแล้วได้พูดถึงอาจารย์ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสอนหรือการประพฤติตน อาจาย์หลี่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้ทุกคนปฏิบัติตาม ทำให้มีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ โดยมีทั้งที่เป็นผู้พิพากษา ทหารจากทั้ง 3 เหล่าทัพ หน่วยคอมมานโด และตำรวจ

ลูกศิษย์กระตือรือร้นที่จะเข้า แข่งขันในระดับนานาชาติ

อาจารย์หลี่จื้อเหรินเห็นว่า ìมวยไทยเน้นการใช้ได้จริง จึงต้องมีการต่อสู้จริงๆî จากประสบการณ์ส่วนตัวของอาจารย์หลี่พบว่า การจะปิดประตูฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียว ไม่อาจช่วยยกระดับฝีมือและความคิดความอ่านของตัวเองได้ มีเพียงการเข้าร่วมการแข่งขันจริงๆ เท่านั้น จึงจะทำให้มีโอกาสพัฒนาฝีมืออย่างก้าวกระโดด อาจารย์หลี่จึงมักกระตุ้นให้ลูกศิษย์ไปเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งลูกศิษย์ที่เคยไปเข้าร่วมการแข่งขันก็บอกกับเราว่า ìทำให้มีโอกาสได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ยิ่งลงแข่งมากก็จะยิ่งรู้สึกว่าต้องอ่อนน้อมถ่อมตนให้มากขึ้น เพราะจะตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ มันช่างน้อยนิดยิ่งนักî

คุณโหวอี๋จวิน (侯怡君) ที่อายุเพียง 28 ปี ร่างกายมีความคล่องแคล่วว่องไวเป็นอย่างมาก เห็นคุณโหวแล้วเราแทบจะนึกไม่ถึงเลยว่า ตอนแรกที่เธอเริ่มมาเรียนมวยไทยนั้น คุณโหวมีน้ำหนักตัวมากถึง 85 กิโลกรัม แต่เพราะประโยคเดียวที่โค้ชถามว่า ìจะไปลงแข่งไหม?î ทำให้เธอทุ่มเทอย่างเต็มที่จนทำให้น้ำหนักตัวลดเหลือเพียง 57 กิโลกรัม ภายในเวลา 2 ปี ซึ่งคุณโหวบอกกับเราว่า ìฉันคิดว่าสิ่งที่ยากลำบากที่สุดของการลงแข่งขันคือการลดน้ำหนัก เห็นคนอื่นได้กินอย่างเต็มที่ แต่เราได้แค่ดื่มน้ำî หากแต่ในทันทีที่ขึ้นชก ความยากลำบากเหล่านี้ก็ถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะในวินาทีที่ได้รับชัยชนะ ความยากลำบากทั้งหมดก็มลายหายไปทันที

ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่ถือเป็นนักมวยกิตติมศักดิ์ของค่ายมวยเหรินหลี่ คือคุณหลัวฉี่หรง (羅啟榮) ซึ่งเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกชิงแชมป์มวยไทยที่ฮ่องกงมาแล้วในปี 2012 โดยคู่ชกในรอบชิงของคุณหลัว คือเฉินฉี่ตี๋ (陳啟迪) ที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์มวยไทยสมัครเล่นโลก ทั้งชื่อเสียงและเทคนิคการชกต่างก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าหลัวฉี่หรงมาก ìแต่ว่าอาหรงก็สามารถสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีตั้งแต่ต้นจนจบî อาจารย์หลี่ได้กล่าวชมหลัวฉี่หรงที่เป็นถึงรองแชมป์ในการขึ้นชกระดับนานาชาติอย่างภาคภูมิใจ

จิตวิญญาณแห่งมวยไทย : มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ

การแข่งขันมวยไทยจะแบ่งเป็น 5 ยก โดยยกสุดท้ายจะเป็นยกที่ตัดสินแพ้ชนะ แม้จะทำคะแนนได้ไม่ดีใน 4 ยกแรก หากสามารถออกอาวุธทำแต้มได้อย่างจะแจ้งในยกที่ 5 ก็สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้ สิ่งที่แสดงให้เห็นผ่านระบบการแข่งขันคือจิตวิญญาณของมวยไทย นั่นก็คือความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อต่อสิ่งใด ดังเช่นที่อาจารย์หลี่กล่าวไว้ว่า ìต้องรอจนวินาทีสุดท้ายจึงจะรู้ผลแพ้ชนะî

คุณจวงฝูเหริน (莊福仁) ที่เพิ่งมาเรียนมวยไทยได้ไม่นานบอกกับเราว่า ìการฝึกซ้อมเป็นไปอย่างยากลำบากจริงๆ แค่เพียงการยืดเส้นยืดสายก็ทำให้ผมเจ็บจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเลยทีเดียวî คุณจวงฝูเหรินเป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงมาเรียนมวยไทยเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ และเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น ก็สามารถควบคุมอาการของโรคได้ จนได้รับความเห็นชอบจากคุณหมอให้ลดปริมาณการใช้ยารักษาความดันโลหิตแล้ว การฝึกซ้อมมวยไทยก็เหมือนกับการฝึกฝนความตั้งใจของคนคนหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นผ่านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ในเมื่อแม้แต่การฝึกซ้อมอันสุดแสนจะยากลำบากก็ยังสามารถผ่านมันมาได้ ยังจะมีอะไรที่ทำไม่ได้อีกเล่า?

ผลักดันมวยไทย จากไต้หวันสู่เวทีโลก

ปัจจุบัน การเผยแพร่มวยไทยค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อาจารย์หลี่จื้อเหรินมักจะได้รับคำเชิญจากหลายหน่วยงาน เช่น ให้ไปทำการสาธิตที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ หรือไปแสดงการเต้นมวยไทยประยุกต์ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า รวมไปจนถึงการไปเป็นที่ปรึกษาให้กับชมรมมวยไทยตามสถาบันศึกษาต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้คนรู้จักมวยไทยมากขึ้น

มวยไทยคือทุกอย่างในชีวิตของอาจารย์หลี่จื้อเหรินซึ่งมาลงหลักปักฐานและใช้ชีวิตอยู่ในภาคใต้ของไต้หวัน ทุกเย็นเมื่อการเรียนการสอนเริ่มขึ้น กลิ่นเหงื่อของเหล่าลูกศิษย์ในค่ายก็ค่อยๆ กระจายอบอวลไปทั่วแทนที่กลิ่นของน้ำมันมวย และแม้ว่าอาการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมในวันก่อนหน้าจะยังไม่หายดี แต่อาจารย์หลี่ก็ใช้การกระทำแสดงให้เราได้ประจักษ์ถึงจิตวิญญาณของมวยไทย นั่นก็คือความพยามยามอย่างไม่หยุดหย่อน และไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ  

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!