การบรรจบพบกันของตะวันตกกับตะวันออก

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านจีนวิทยาระหว่างประเทศ
:::

2019 / มิถุนายน

บทความ‧หวงสูจือ รูปภาพ‧หลินหมินเซวียน คำแปล‧อัญชัน ทรงพุทธิ์


台北市中山南路與信義路口,佇立著一棟黑色建築物,對面的中正紀念堂經常人聲鼎沸,這棟建物卻總是安靜優雅,其實,裡面典藏著國民政府建立以來所搜羅的傳世古籍,近年更擔負起漢學國際學術交流之重責,宛如帶著神秘氣息的黑色珍珠,蘊藏無價的思想與文化寶藏。


ณ มุมหนึ่งของสี่แยกถนนจงซานหนานตัดกับถนนซิ่นอี้ ใจกลางกรุงไทเป มีอาคารสีดำสง่างามหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงบ ต่างจากอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค (Chiang Kai-shek Memorial Hall) ที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามซึ่งมีเสียงจอแจของผู้คนอยู่ตลอดเวลา ใครจะคิดว่าในอาคารสีดำทะมึนหลังนี้คือสถานที่เก็บรักษาหนังสือโบราณมากมายที่รัฐบาลสาธารณรัฐจีนรวบรวมมาจากสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ยังมีภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งก็คือ เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านจีนวิทยาระหว่างประเทศ ทำให้อาคารหลังนี้ซึ่งเปรียบเสมือนไข่มุกสีดำล้ำค่าและดูลึกลับ กลายเป็นขุมทรัพย์แห่งแนวคิดทางปรัชญาและวัฒนธรรมที่ประเมินค่าไม่ได้

 

สั่งสมประสบการณ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับนานาประเทศนานกว่า 7 ทศวรรษ

ที่นี่คือหอสมุดแห่งชาติ (National Central Library : NCL) หน่วยงานต้นสังกัดของหอสมุดทั่วไต้หวัน ทำหน้าที่จัดพิมพ์เอกสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ของสาธารณรัฐจีน รวมทั้งติดต่อแลกเปลี่ยนกับนานาชาติ ตั้งแต่ปีค.ศ.1944  นับได้ว่ามีประสบการณ์ด้านการติดต่อแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศมานานกว่า 7 ทศวรรษ  นอกจากนี้ยังเก็บรวบรวมและแลกเปลี่ยนสิ่งพิมพ์กับหอสมุดแห่งชาติ หอสมุดมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และศูนย์จีนวิทยา 606 แห่ง จาก 87 ประเทศทั่วโลก

ในปีค.ศ.1989 หอสมุดแห่งชาติได้จัดตั้งทุนการศึกษาสำหรับนักวิชาการต่างชาติภายใต้ชื่อ Research Grant Program for Foreign Scholars in Chinese Studies ซึ่งมีศาสตราจารย์และนักศึกษาต่างชาติระดับปริญญาเอกกว่า 450 คนจาก 44 ประเทศ เดินทางมาศึกษาวิจัยในไต้หวัน และยังได้รับมอบหมายจากกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ให้จัดตั้งและบริหารจัดการ Taiwan Fellowship ตั้งแต่ปีค.ศ.2010 เป็นต้นมา ได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยต่างชาติแล้ว 807 คนจาก 74 ประเทศ

จากประสบการณ์ด้านการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศที่สมบูรณ์พรั่งพร้อม ทำให้ในปีค.ศ.2011 หอสมุดแห่งชาติได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้ง Resource Point ในต่างประเทศ โดยขณะนั้นรัฐบาลสาธารณรัฐจีนมีความประสงค์ที่จะจัดตั้ง Taiwan Academy ให้เป็น Resource Point ในต่างประเทศเพื่อทำหน้าที่เผยแพร่วัฒนธรรมจีนที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของไต้หวันให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นในสากล

 

เชื้อไฟแห่งการถ่ายทอดวัฒนธรรม

ทำไมต้องจัดตั้ง Resource Point หรือ Taiwan Academy ในต่างประเทศ?

หลังการเคลื่อนไหว 4 พฤษภาคม ปีค.ศ.1919 (五四運動) กระแสตะวันตกโหมกระพือรุนแรงในประเทศจีน จนแทบจะเรียกได้ว่า อ้าแขนรับทุกอย่างจากโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตย วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม หรือแม้กระทั่งศิลปะ แต่หารู้ไม่ว่า ความศิวิไลซ์ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตล้วนต้องผสมผสานและหลอมรวมกันกับหลากหลายสิ่ง จึงจะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือบ่มเพาะชีวิตใหม่ อันเป็นวัฏจักรของสรรพสิ่งที่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา

วัฒนธรรมก็เช่นเดียวกัน Kristofer Marinus Schipper นักจีนวิทยาชาวสวีเดน เคยกล่าวไว้ว่า “วัฒนธรรมนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยน การแลกเปลี่ยนทำให้ก่อเกิดวัฒนธรรม”

เมื่อ 200-300 ปีก่อน หรือราวปลายยุคราชวงศ์หมิงและต้นราชวงศ์ชิง เคยเกิดกระแสความนิยมจีนในยุโรป มิชชันนารีชาวตะวันตก อาทิ Matteo Ricci, Johann Adam Schall von Bell และ Flemish Ferdinand ซึ่งเคยเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในประเทศจีน เนื่องจากพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่วจึงเข้าไปมีบทบาทในราชสำนักซึ่งเป็นศูนย์รวมอำนาจของจีน  มีการติดต่อแลกเปลี่ยนกับบรรดาเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ของจีนบ่อยครั้ง มิชชันนารีเหล่านี้ได้นำเทคโนโลยีตะวันตกเข้าสู่ประเทศจีน ขณะเดียวกันก็ได้นำคัมภีร์ปรัชญาของจีน อาทิ คัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื๊อ (The Analects of Confucius) และคัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเล่าจื๊อ ไปเผยแพร่ในวงสังคมชั้นสูงและหมู่ปัญญาชนในยุโรปด้วย

สำหรับคำว่า “จีนวิทยา” หรือในที่นี้หมายถึง “วัฒนธรรมจีนที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของไต้หวัน” แท้ที่จริงแล้ว ไม่ได้เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของชาวจีนเท่านั้น ก็เหมือนกับวัฒนธรรมตะวันตกที่เป็นขุมทรัพย์แห่งวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ การติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออกที่เป็นไปอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา กระตุ้นให้ผู้คนปฏิรูปแนวคิดเก่าๆ ที่แข็งกระด้างไร้ความยืดหยุ่น โดยหวังว่าจะสามารถนำมาใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนจะมีความสำคัญมากขึ้นในภาวการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤต “การใช้ AI แทนแรงงานมนุษย์” การก้าวออกจากเกาะกลางทะเลเดินไปสู่เวทีโลก ภารกิจการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน “จีนวิทยา” สู่นานาชาติ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง

 

ความได้เปรียบทางวัฒนธรรมที่ประเมินค่าไม่ได้

ตลอดช่วงเวลานับครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นยุคสงครามเย็น เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาได้เกิดกระแสความนิยมศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีน ทำให้การศึกษาด้านจีนวิทยาจากเดิมที่เป็นการศึกษาวิจัยคัมภีร์หรือปรัชญาจีนโบราณ ขยายขอบเขตออกไปสู่การวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีนและในระดับภูมิภาค ประกอบกับการผงาดขึ้นของเศรษฐกิจจีนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้จีนวิทยาหรือจีนศึกษากลายเป็นการวิจัยข้ามศาสตร์ที่ร้อนแรงที่สุดก็ว่าได้

หลังจีนดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในปีค.ศ.1980 นักวิจัยจำนวนมากเดินทางไปศึกษาวิจัยที่ประเทศจีน ส่งผลให้ไต้หวันที่เคยมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษาวัฒนธรรมจีนแบบดั้งเดิมถูกเบียดตกขอบไปโดยปริยาย

กระนั้นก็ตาม ในการติดต่อแลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับตะวันออก ไต้หวันยังคงมีความได้เปรียบและมีบทบาทสำคัญที่ยากจะถูกทดแทน  ไต้หวันยังใช้ตัวอักษรจีนแบบดั้งเดิม เก็บรักษาคัมภีร์เก่าแก่และวัตถุโบราณเอาไว้มากมาย มีเสรีภาพด้านการแสดงความคิดเห็นและตีพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ รวมถึงกล้าท้าทายอำนาจเผด็จการ หากไม่นำสิ่งล้ำค่าเหล่านี้ขึ้นสู่เวทีโลก ก็จะเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ทั้งต่อไต้หวันเองและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก ตลอดจนการพัฒนาของโลกด้วย

 

เปิดศูนย์ข้อมูลด้านจีนวิทยา 31 แห่งภายในเวลา 6 ปี

แม้หลังจากปีค.ศ.2011 ไม่มีการจัดตั้ง Taiwan Academy เพิ่มขึ้น แต่คุณเจิงสูเสียน (曾淑賢) ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติตระหนักถึงความสำคัญของการผลักดันองค์ความรู้ด้านจีนวิทยาของไต้หวันสู่เวทีโลก จึงได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลด้านจีนวิทยาไต้หวัน (Taiwan Resource Center for Chinese Studies, TRCCS) ในต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยอาศัยประสบการณ์ด้านการติดต่อแลกเปลี่ยนสิ่งพิมพ์ระหว่างประเทศมาเป็นพื้นฐาน อีกทั้งเป็นการต่อยอดแนวคิด “การเผยแพร่วัฒนธรรมจีนที่มีอัตลักษณ์ของไต้หวันสู่นานาชาติ” ที่เธอเป็นผู้เสนอขึ้นเมื่อครั้งเข้ารับหน้าที่บริหารหอสมุดแห่งชาติ

หลังทำพิธีเปิดป้าย TRCCS แห่งแรกที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส วิทยาลัยเขตออสติน  (University of Texas at Austin) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ.2012 คุณเจิงสูเสียนนำพาทีมงานจากหอสมุดแห่งชาติและทรัพยากรที่มีอยู่ หอบประสบการณ์ที่พรั่งพร้อมสมบูรณ์ในด้านการเก็บรักษาหนังสือโบราณและสิ่งพิมพ์ไต้หวัน ตระเวนปักหมุดจัดตั้ง TRCCS ในทวีปยุโรป เอเชีย อเมริกา และโอเชียเนีย

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นักรบวัฒนธรรมกลุ่มนี้กระตือรือร้นหาทางร่วมมือกับนักวิชาการต่างชาติ พร้อมประสานกับเจ้าหน้าที่การทูตไต้หวันในต่างประเทศ จนประสบความสำเร็จในการจัดตั้ง TRCCS ขึ้น 31 แห่งทั่วโลก

 

แปลงคัมภีร์จีนโบราณให้เป็นรูปแบบดิจิทัลและจัดแสดงระดับนานาชาติ

นอกจากก้าวออกจากเกาะไต้หวันไปจัดตั้ง TRCCS ในต่างประเทศแล้ว หอสมุดแห่งชาติยังขานรับกระแสการพัฒนาทรัพยากรสู่ระบบดิจิทัล ด้วยการจัดตั้งระบบการจัดแสดงหนังสือโบราณในรูปแบบดิจิทัลเพื่อแบ่งปันทรัพยากรทางบรรณานุกรมให้แก่หน่วยงานเก็บรักษาหนังสือโบราณทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยทั่วทุกมุมโลกสามารถสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวกับจีนวิทยาจากหนังสือโบราณเหล่านี้ได้

ในช่วงประวัติศาสตร์จีนยุคใกล้ คัมภีร์และต้นฉบับตำราเก่าแก่มากมายไหลทะลักออกสู่ต่างประเทศ ทั้งจากการปล้นสะดมหรือกวาดซื้อด้วยเงินจำนวนมหาศาล จากการสำรวจของวงการจีนวิทยาพบว่า คัมภีร์หรือหนังสือจีนโบราณในต่างประเทศมีมากกว่า 3 ล้านเล่ม การที่หนังสือโบราณกระจัดกระจายออกไปทั่วโลกเช่นนี้ นอกจากส่งผลกระทบต่อการศึกษาวิจัยทางวิชาการแล้ว ยังเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อความเชื่อมั่นของชนชาติ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษ 1920-1930 Marc Aurel Stein นักผจญภัยชาวอังกฤษ เดินทางเข้าไปยังภูมิภาคเอเชียกลางเพื่อขนคัมภีร์โบราณจากถ้ำตุนหวงกลับไปจำนวนมาก ทำให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยถ้ำตุนหวงไม่ใช่นักวิชาการชาวจีนแต่เป็นนักจีนวิทยาชาวยุโรป จนทำให้เฉินหยินเค่อ (陳寅恪) นักวิชาการจีน เคยกล่าวประชดประชันว่า “ถ้ำตุนหวงอยู่ในเมืองจีน แต่การศึกษาวิจัยตุนหวงอยู่ในต่างประเทศ”

การที่หอสมุดแห่งชาติของไต้หวันถูกเลือกให้เป็นหุ้นส่วนสำคัญของโครงการ International Book-exchange คุณเจิงสูเสียนกล่าวว่า “สาเหตุสำคัญมาจากต้นฉบับตำราและคัมภีร์จีนโบราณที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ในหอสมุดแห่งชาตินั่นเอง” เธอยังอธิบายอีกว่า ต้นฉบับตำราและคัมภีร์โบราณเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในทางประวัติศาสตร์ โดยถูกขนย้ายหนีไฟสงครามกลางเมืองมาพร้อมกับรัฐบาลสาธารณรัฐจีน จากฉงชิ่งไปยังเฉิงตู และท้ายที่สุดเข้ามาปักหลักอยู่ในไต้หวัน คุณถังเซินหรง (唐申蓉) เลขานุการผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติเล่าว่า  “เคยได้ยินเจ้าหน้าที่อาวุโสของหอสมุดแห่งชาติเล่าถึงประสบการณ์ระทึกขวัญในการเข้าร่วมภารกิจขนย้ายหนังสือโบราณเหล่านี้  แทบต้องเอาชีวิตเข้าแลกเลยทีเดียว”

 

หอสมุดทั่วโลก 80 แห่ง มอบอำนาจ ให้ดำเนินการด้านดิจิทัล

หอสมุดแห่งชาติได้จัดตั้งคณะทำงานข้ามภาคส่วนเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในองค์กรเพื่อร่วมกันพัฒนาการเก็บรักษาหนังสือ การบริหารด้านบรรณานุกรม การบริหารข้อมูลพิเศษ การพัฒนาระบบดิจิทัล ความร่วมมือระหว่างประเทศ และศูนย์จีนวิทยา เป็นต้น โดยขั้นตอนแรกคือการแปลงหนังสือโบราณให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล และต่อมาในปีค.ศ.2008 ได้เข้าร่วม โครงการหอสมุดดิจิทัลแห่งโลก (World Digital Library) ด้วยการอัพโหลดข้อมูลภาพของหนังสือโบราณ 160 เล่ม อีกทั้งยังได้เข้าร่วมโครงการ International Dunhuang Project ในปีค.ศ.2013 ด้วยการอัพโหลดข้อมูลภาพพระไตรปิฎกจากถ้ำตุนหวงและคำอธิบายรวม 141 เล่ม โดยไต้หวันเป็นประเทศเดียวที่เข้าร่วมโครงการห้องสมุดดิจิทัลระดับโลกที่สำคัญถึง 2 โครงการ

ระหว่างที่เข้าร่วมโครงการหอสมุดดิจิทัลระดับโลก หอสมุดแห่งชาติไต้หวันได้รับมอบหมายจากห้องสมุดทั่วโลก 80 แห่ง ให้เป็นผู้จัดทำหนังสือโบราณกว่า 7.3 แสนเล่มจากทั่วโลกให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

ในอนาคตอีกไม่นานข้างหน้านี้ คำพยากรณ์ของคุณเฉียนมู่(錢穆) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ลัทธิขงจื๊อและการศึกษา ที่เคยกล่าวไว้ในผลงานชื่อ Essays on History and Culture (歷史文化論叢) ว่า “วัฒนธรรมใหม่ของมวลมนุษยชาติในอนาคต เกิดจากการบรรจบพบกันของวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออก” อาจจะกลายเป็นจริงขึ้นมาก็ได้ ใครจะรู้!

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

IN Tiếng Việt

Barat vs Timur

Interaksi Sinologi Global di Taiwan

Artikel‧Sanya Huang Gambar‧Lin Min-hsuan

台北市中山南路與信義路口,佇立著一棟黑色建築物,對面的中正紀念堂經常人聲鼎沸,這棟建物卻總是安靜優雅,其實,裡面典藏著國民政府建立以來所搜羅的傳世古籍,近年更擔負起漢學國際學術交流之重責,宛如帶著神秘氣息的黑色珍珠,蘊藏無價的思想與文化寶藏。


Sebuah bangunan yang senantiasa tampak tenang dan elegan berdiri di persimpangan Zhongshan South Road dan Xinyi Road di Taipei, kontras sekali dengan Gedung Memorial Chiang Kai Shek di seberangnya yang selalu hiruk-pikuk dan ramai dipenuhi pengunjung. Bangunan ini adalah tempat penyimpanan dokumen bersejarah kuno yang dikoleksi sejak berdirinya Republik Tiongkok (ROC) pada tahun 1912. Beberapa tahun terakhir ini tempat tersebut juga berfungsi sebagai lokasi pertukaran akademik internasional dalam bidang sinologi. Bagaikan sebuah mutiara hitam yang selalu membawa suasana misterius, di dalamnya tersembunyi pusaka filosofis dan kultural tak ternilai.

 

70 tahun Pengalaman Pertukaran Internasional

Bangunan ini adalah Perpustakaan Pusat Nasional (National Central Library / NCL), lembaga penyimpanan buku tertinggi di Taiwan yang bertugas menangani pertukaran publikasi internasional ROC sejak 1944. Dalam kurun waktu interaksi global sepanjang tujuh dasawarsa, NCL telah berkolaborasi dengan 606 lembaga dari 87 negara, termasuk perpustakaan nasional dan perguruan tinggi, institusi akademik, organisasi internasional dan pusat sinologi global, untuk memfasilitasi pertukaran dan pengoleksian ragam publikasi.

NCL meluncurkan "Program Bantuan Riset Sinologi bagi Pelajar Asing di Taiwan" pada 1989, dan sejak itu lebih dari 450 profesor dan kandidat doktor dari 44 negara telah berkunjung ke Taiwan untuk mengadakan riset di bawah program tersebut. Selain itu, Kementerian Luar Negeri (MOFA) sejak 2010 telah menugaskan NCL untuk menerima kunjungan 807 cendekiawan dari 74 negara di bawah program "Beasiswa Taiwan".

Dengan pengalaman yang terhimpun dari interaksi global, pada tahun 2011, NCL ditugaskan untuk mendirikan cabang-cabang instansi di luar negeri yang disebut sebagai "Titik Sumber" (Resource Point). Pada saat itu, pemerintah ROC berencana membangun suatu jaringan global "Akademi Taiwan" untuk mempromosikan "Budaya Tionghoa dengan karakter Taiwan."

 

Meneruskan Obor Budaya

Mengapa harus mendirikan "Akademi Taiwan" atau "Titik Sumber" di luar negeri? Kecenderungan "Ke-barat-an total" pasca Gerakan 4 Mei membawa demokrasi, sains, literatur dan kesenian barat menjadi aliran utama. Akan tetapi sama halnya dengan evolusi biologis, suatu peradaban membutuhkan konvergensi keanekaragaman, inspirasi dari ide baru serta pemeliharaan kehidupan baru, dalam proses adaptasi yang berkelanjutan.

Hal yang sama terjadi terhadap budaya. Sebagaimana diungkapkan oleh pakar sinologi Swedia, Kristofer Schipper: "Kebudayaan mendatangkan perubahan dan perubahan menghasilkan kebudayaan." Pada zaman akhir Dinasti Ming dan awal Dinasti Qing sekitar 200-300 tahun lalu, "Demam Tiongkok" menjalar di Eropa. Misionaris seperti Matteo Ricci dari Italia, Johann Adam Schall von Bell dari Jerman dan Ferdinand Verbiest dari Flandria, tiba di Tiongkok. Karena fasih berbahasa Tionghoa, mereka dengan mudah memasuki pusat kekuasaan imperial dan menjalin hubungan dengan pejabat serta cendekiawan Tiongkok. Para misionaris ini membawa teknologi Barat ke Tiongkok, dan membawa pulang literatur klasik Tiongkok seperti Analek Konfusius dan Tao Te Ching, yang kemudian menyebar luas di antara masyarakat eselon tinggi dan kaum intelek di Eropa.

Baik sinologi maupun “Budaya Tionghoa dengan karakter Taiwan," bukan kekayaan pribadi orang Tionghoa. Sama halnya, budaya Barat adalah pusaka kultural yang dinikmati setiap umat manusia. Interaksi non-stop antara Timur dan Barat menstimulasi inersia pemikiran kaku, dan memfasilitasi kemampuan manusia dalam menghadapi dunia yang berubah pesat. Pada saat peringatan "kecerdasan buatan akan menggantikan manusia dalam waktu dekat" semakin diperhatikan, interaksi tersebut tampak semakin signifikan. Kini adalah masa yang genting dan krusial untuk meninggalkan pendirian picik, berdiri di panggung internasional dan meneruskan "Obor sinologi" di berbagai pelosok dunia.

 

Keunggulan Kultural Tak Ternilai

Kebutuhan politis pada masa Perang Dingin, khususnya di Amerika Serikat, mendorong lahirnya arus penelitian Tiongkok dalam setengah abad terakhir. Sinologi telah meluas dari hanya difokuskan pada bidang penelitian klasik menjadi riset tentang Tiongkok secara keseluruhan dan penelitian regional. Ditambah dengan pertumbuhan ekonomi pesat di Daratan Tiongkok sepanjang tiga dekade terakhir, membuat sinologi, atau mungkin lebih tepat disebut sebagai penelitian Tiongkok, menjadi suatu penelitian lintas bidang yang populer.

Pada tahun 1980an, para pelaku riset berbondong-bondong menuju Tiongkok yang sedang mempromosikan reformasi dan keterbukaan untuk mempelajari pengalamannya. Dengan demikian, Taiwan yang berperan sebagai pembawa obor budaya tradisional Tiongkok, terancam termaginalisasi.

Meski demikian, di tengah pertukaran budaya Timur dan Barat, Taiwan tetap berperan penting dan memiliki keunggulan tak tergantikan. Hingga kini Taiwan masih menggunakan huruf tradisional, mempreservasi banyak manuskrip kuno dan peninggalan budaya, menikmati lingkungan kondusif dalam kebebasan bersuara dan penerbitan, dan tidak memberlakukan sistem penyensoran; sementara rakyatnya berani menentang pemerintahan yang otoriter. Jika Taiwan tidak menghadirkan aset berharga ini di panggung internasional, maka akan membawa kerugian besar bagi Taiwan, bagi interaksi Timur-Barat dan bahkan bagi perkembangan dunia.

 

6 Tahun, 31 Pusat Data Informasi Sinologi

Meskipun jumlah Akademi Taiwan tidak bertambah sejak 2011, Direktur Jenderal NCL Tseng Shu-hsien sadar akan kepentingan menghadirkan kontribusi Taiwan dalam bidang sinologi di gelanggang internasional. Sesuai dengan prinsip mempromosikan "Budaya Tionghoa dengan karakter Taiwan" di luar negeri, dan di bawah dukungan dari Kementerian Pendidikan (MOE), NCL memanfaatkan pertukaran penerbitan sebagai fondasi untuk mendirikan mereknya sendiri: "Pusat Data Informasi Penelitian Tionghoa Taiwan” (Taiwan Resource Centers for Chinese Studies/TRCCS).

Sejak memimpin inaugurasi TRCCS pertama di University of Texas at Austin di Amerika Serikat pada 5 November, 2012, Tseng telah membawa koleksi dan basis data penerbitan NCL, mendirikan banyak Pusat Data Informasi di negara-negara Amerika, Asia, Eropa dan Oseania.

Dalam kurun waktu enam tahun upaya giat  menghubungi cendekiawan dan kolaborasi dengan diplomat MOFA di berbagai pelosok dunia, para pelopor budaya NCL ini akhirnya berhasil menginaugurasi 31 TRCCS di luar negeri.

 

Platform Digitalisasi Internasional Buku dan Manuskrip Kuno

NCL tidak hanya telah mendirikan Pusat Data Informasi di luar negeri, tetapi juga telah membangun suatu platform digitalisasi internasional, agar selaras dengan kemajuan inovasi teknologi digitalisasi data. Platform ini berfungsi berbagi katalog NCL dengan institusi sinologi internasional, menawarkan akses untuk buku dan dokumen kuno berharga secara online bagi periset dimanapun berada.

Sejak abad ke-19, buku dan dokumen kuno dalam jumlah besar jatuh ke tangan asing, baik dijarah maupun dijual dengan harga tinggi. Pakar sinologi memperkirakan ada lebih dari tiga juta volume buku kuno Tionghoa yang saat ini berada di luar Tiongkok. Terpencarnya buku dan dokumen ini tidak hanya menimbulkan dampak negatif bagi riset akademik, juga merupakan pukulan keras terhadap kepercayaan bangsa Tionghoa sendiri. Sebagai contoh, penjelajah Inggris, Marc Aurel Stein, pernah menuju Asia Tengah pada 1920an dan 1930an, dan membawa pulang puluhan ribu gulung Manuskrip Dunhuang. Inilah mengapa cendekiawan pertama di dunia yang diakui sebagai pakar Dunhuang adalah cendekiawan Eropa, bukan Tiongkok. Cendekiawan Chen Yinke secara ironis berkata, "Gua Dunhuang terletak di Tiongkok, tapi penelitian Dunhuang berlangsung di luar negeri."

Menurut Tseng, diakuinya NCL sebagai salah satu institusi top dalam pertukaran buku internasional "Berakar pada koleksi buku dan dokumen kuno langka milik NCL." Koleksi ini mengikuti jejak pemerintah ROC dari ibukota di Nanjing ke Chongqing dan Chengdu, yang akhirnya dibawa ke Taiwan, dengan sukses menghindari kerusakan akibat perang. "Para pendahulu di NCL masih merasakan ketegangan saat berbicara tentang bagaimana mereka memobilisasikan buku-buku tersebut," tutur Tang Shen-jung, sekretaris Tseng. “Buku-buku ini dibayar dengan nyawa manusia."

 

Raih Hak Digitalisasi 80 Perpustakaan Dunia

NCL membentuk kelompok kerja lintas departemen untuk mengawasi perkembangan penyeleksian, katalogisasi, pengumpulan dokumen istimewa, pengembangan sistem digital, kerja sama internasional, dan pengoperasian Pusat Data Informasi serta organisasi lain di bawah manajemen perpustakaan. Buku kuno NCL sendiri adalah koleksi perdana yang didigitalisasi. Pada 2008, NCL berpartisipasi dalam program "Perpustakaan Digital Dunia" (World Digital Library/WDL) dan mengunggah gambar digital sekitar 160 jilid buku langka. Pada 2013, NCL bergabung dengan "Proyek Dunhuang Internasional," mengontribusikan 141 gambar digital teks dan anotasi Dunhuang. Dalam kedua program digitalisasi global ini, NCL adalah satu-satunya institusi dari Taiwan yang ikut serta.

Selain berpartisipasi dalam proyek internasional tersebut, NCL juga telah meraih hak digitalisasi dari 80 perpustakaan manca negara. Hubungan kerja sama tersebut secara efektif memberikan akses pada NCL untuk berbagi katalog gambar digital yang berisi lebih dari 730.000 buku kuno.

Di masa yang tidak terlalu jauh dari saat ini,  cendekiawan Qian Mu dalam bukunya "Esai Sejarah dan Budaya" memprediksi bahwa "Suatu bentuk peradaban baru akan lahir……dari interaksi antara kebudayaan Timur dan Barat," akan menjadi kenyataan..

 

Nơi gặp gỡ giữa hai nền văn hóa Đông – Tây

Giao lưu Quốc tế Hán học Đài Loan

Bài viết‧Sanya Huang Ảnh‧Lin Min-hsuan Biên dịch‧Tường Vy

台北市中山南路與信義路口,佇立著一棟黑色建築物,對面的中正紀念堂經常人聲鼎沸,這棟建物卻總是安靜優雅,其實,裡面典藏著國民政府建立以來所搜羅的傳世古籍,近年更擔負起漢學國際學術交流之重責,宛如帶著神秘氣息的黑色珍珠,蘊藏無價的思想與文化寶藏。


Cùng nằm ở góc ngã tư đường Xinyi (Tín Nghĩa) với đường Zhongshan Nan (Trung Sơn Nam) Thành phố Đài Bắc, nhưng trái với sự nhộn nhịp ở phía bên kia đường, đối diện là tòa nhà Đài tưởng niệm Tưởng Giới Thạch lại khá yên tĩnh và tao nhã, bên ngoài tòa nhà trông có vẻ đơn sơ và mộc mạc, nhưng bên trong lại cất giữ cả một bộ sưu tập sách cổ quý giá được sưu tầm từ khi thành lập chính phủ Trung Hoa Dân Quốc cho đến nay. Trong những năm gần đây, nơi này còn mang thêm trọng trách giao lưu học thuật Hán học quốc tế, tòa kiến trúc cứ như đeo trên mình những hạt trân châu đen huyền bí, chất chứa trong đó bao nhiêu là báu vật văn hóa và hệ tư tưởng vô giá.

 

70 năm kinh nghiệm giao lưu quốc tế

Nơi này là Thư viện Quốc Gia Đài Loan, đứng đầu trong hệ thống thư viện của Đài Loan. Từ năm 1944, thư viện này bắt đầu đảm nhiệm vai trò trao đổi các ấn phẩm xuất bản giữa Đài Loan với các nước trên thế giới. Với kinh nghiệm hơn 70 năm giao lưu quốc tế, thư viện đã hợp tác trao đổi với 87 quốc gia và 606 đơn vị như thư viện cấp quốc gia, thư viện bậc đại học, cơ quan học thuật, các tổ chức quốc tế và Trung tâm Hán học, v.v…

Từ năm 1989, Thư viện Quốc Gia bắt đầu thành lập chương trình "Học bổng hỗ trợ học sinh nước ngoài đến Đài Loan nghiên cứu Hán học" và đã thu hút hơn 450 vị giáo sư tiến sĩ nước ngoài từ 44 quốc gia đến Đài Loan nghiên cứu. Từ năm 2010, thư viện bắt đầu tiếp nhận công tác hỗ trợ cho chương trình "Học bổng Đài Loan" của Bộ Ngoại giao, tiếp đón 807 người đến từ 74 nước.

Năm 2011, với mục tiêu quảng bá "Nền văn hóa Trung Hoa mang đậm bản sắc Đài Loan", chính phủ Đài Loan cho thiết lập hệ thống "Viện sách Đài Loan" (Taiwan Academy) tại nước ngoài. Và với kinh nghiệm giao lưu quốc tế phong phú, Thư viện Quốc Gia vinh dự được giao trọng trách thúc đẩy phát triển hệ thống Phòng sách Hán học(Resource Point)tại hải ngoại.

 

Truyền ngọn đuốc văn hóa mới

Vì sao cần phải thành lập Viện sách Đài Loan hay Phòng sách Hán học tại hải ngoại? Sau phong trào Ngũ Tứ, xã hội xem trọng tư tưởng "Tây hóa toàn phần". Do đó, hệ tư tưởng dân chủ cũng như khoa học, văn học và nghệ thuật của phương Tây dần chiếm lĩnh vai trò chủ đạo trong xã hội. Tuy nhiên, cũng giống như sự tiến hóa của sinh vật, nền văn minh nhân loại cũng cần đến sự dung hòa, hội tụ đa dạng, từ đó mới có thể nảy sinh nguồn cảm hứng mới và nuôi dưỡng những nguồn sống mới, nhờ đó mới có thể thích nghi được với sự biến đổi không ngừng của môi trường.

Và văn hóa cũng như thế, giống như lời chuyên gia Hán học Kristofer Marinus Schipper đã nói: "Văn hóa mang lại sự giao lưu, sự giao lưu mang lại văn hóa". Cách đây 200 - 300 năm về trước, Trung Hoa cũng đã từng tạo nên cơn sốt tại châu Âu. Thời kỳ đời nhà Minh, nhà Thanh, các giáo sĩ phương Tây như Matteo Ricci, Johann Adam Schall von Bell và Ferdinand Verbiest đã đặt chân đến Trung Quốc. Nhờ thông thạo tiếng Trung, nên từng bước gia nhập vào trung tâm quyền lực của triều đình Trung Quốc, đồng thời thường xuyên giao lưu thân thiết với giới quan lại và nhân sĩ triều đình. Các giáo sĩ đã mang khoa học kỹ thuật phương Tây đến Trung Quốc, và cũng mang những tác phẩm triết học kinh điển của Trung Quốc như "Luận ngữ" và "Đạo đức kinh của Lão Tử" đến với giới thượng lưu và phần tử tri thức Châu Âu.

Hán học cũng như "Nền văn hóa Trung Hoa mang bản sắc Đài Loan" không phải là tài sản riêng của người Hoa, mà nó cũng giống như nền văn hóa phương Tây, đều là tài sản văn hóa chung của toàn nhân loại. Sự giao lưu thường xuyên của hai nền văn hóa Đông – Tây, sẽ tạo nên chất xúc tác giúp thay đổi hệ tư tưởng cứng nhắc vốn đã lỗi thời, từ đó giúp con người có thể đối mặt với sự biến đổi nhanh chóng của thế giới. Và đặc biệt là trong bối cảnh mà con người có nguy cơ “bị thay thế dần bởi trí tuệ nhân tạo”, thì điều này lại càng quan trọng hơn bao giờ hết. Bước ra khỏi hòn đảo, đứng trên sân khấu thế giới, nhiệm vụ truyền bá ngọn đuốc "Hán học" càng mang tính cần thiết và cấp bách.

 

Ưu thế văn hóa là vô giá

Nửa thế kỷ qua, đặc biệt tại Mỹ, do nhu cầu chính trị trong thời kỳ chiến tranh lạnh, đã kéo theo trào lưu nghiên cứu Trung Quốc, đưa Hán học từ một lĩnh vực nghiên cứu văn học Trung Quốc, mở rộng thành lĩnh vực nghiên cứu Trung Quốc và khu vực. Thêm vào đó, trước sự phát triển nhanh chóng trong 30 năm trở lại đây của nền kinh tế Trung Quốc, khiến cho Hán học cũng như nghiên cứu về Trung Quốc trở thành lĩnh vực nghiên cứu được quan tâm nhất. 

Thời điểm những năm 80 sau khi Trung Quốc cải cách mở cửa, các nhà nghiên cứu văn hóa Trung Hoa đều kéo sang Trung Quốc. Trong khi đó, Đài Loan – một đất nước giữ vai trò đầu tàu trong việc truyền bá văn hóa truyền thống Trung Hoa trong thời kỳ chiến tranh lạnh, lại phải đối mặt với nguy cơ bị loại trừ.

Tuy nhiên Đài Loan luôn có những ưu thế và tầm quan trọng khó mà thay thế trong dòng chảy giữa văn hóa phương Đông và phương Tây. Đài Loan đến nay vẫn sử dụng chữ phồn thể, bảo tồn gìn giữ được nhiều loại văn vật và các loại thư tịch cổ, lại có được môi trường tự do ngôn luận và cởi mở trong xuất bản, không chịu sự kiểm duyệt về tư tưởng, và dám thách thức với uy quyền... Sở hữu kho báu vô giá như vậy, nếu không mang chúng ra thế giới, thì đó không chỉ là sự mất mát lớn của riêng Đài Loan mà còn là sự mất mát của cả hai nền văn hóa Đông - Tây và sự phát triển của thế giới.

 

Thành lập 31 Trung tâm tư liệu Hán học trong 6 năm

Chính vì thế, vào thời điểm năm 2011 tuy dự án Viện sách Đài Loan chưa mở thêm được địa điểm mới, nhưng giám đốc Thư viện Quốc gia bà Tseng Shu-hsien (Tăng Thục Hiền) đã ý thức được tầm quan trọng của việc đưa Hán học Đài Loan quảng bá ra thế giới. Nhằm tiếp nối sứ mệnh "quảng bá nền văn hóa Trung Hoa mang đậm bản sắc Đài Loan ra hải ngoại” và dưới sự ủng hộ của Bộ Giáo dục, bà Tseng Shu-hsien cùng đội ngũ nhân viên thư viện ra sức xây dựng Trung tâm tư liệu Hán học Đài Loan (Taiwan Resource Center for Chinese Studies, TRCCS) mang đậm thương hiệu của Thư viện Quốc gia Đài Loan ra hải ngoại, dựa trên nền tảng trao đổi các ấn phẩm xuất bản trên trường quốc tế.

Ngày 5/11/2012 Trung tâm tư liệu Hán học Đài Loan đầu tiên ở hải ngoại được khánh thành tại trường Đại học Texas tại Austin. Bà Tseng Shu-hsien cùng đội ngũ nhân viên Thư viện Quốc Gia xây dựng kho tài nguyên dữ liệu dựa trên bộ sưu tập đồ sộ phong phú và những ấn phẩm được xuất bản tại Đài Loan của Thư viện Quốc Gia. Từ đó, thiết lập Trung tâm Hán học ở các quốc gia châu Âu, châu Á, châu Mỹ và châu Đại Dương.

Trong 6 năm qua, đội ngũ những người tiên phong truyền bá văn hóa của Thư viện Quốc Gia luôn tích cực kết nối với các học giả nước ngoài và hợp tác với nhân viên ngoại giao Đài Loan tại hải ngoại, đến nay đã thành công thiết lập 31 Trung tâm tư liệu Hán học Đài Loan ở khắp nơi trên thế giới.

 

Nền tảng số hóa dữ liệu sách cổ tiếng Hoa

Thư viện Quốc Gia không những thành công trong việc đưa trung tâm tư liệu ra thế giới, mà còn tiến hành xây dựng nền tảng số hóa dữ liệu sách cổ tiếng Hoa, nhằm đáp ứng nhu cầu phát triển của tài nguyên kỹ thuật số, cùng chia sẻ tài nguyên sách quý với các tổ chức dự trữ quan trọng trên toàn cầu, giúp cho các nhà nghiên cứu dù ở bất cứ nơi nào trên thế giới, đều có thể tra tìm được những tư liệu sách quý về Hán học cổ đại, thông qua mạng internet.

Thời gan gần đây, một lượng lớn sách cổ và quý hiếm của Trung Quốc lưu lạc ở hải ngoại do bị đánh cắp hoặc bị thu mua với giá cao. Theo kết quả điều tra sơ bộ của giới chuyên môn về Hán học, lượng sách cổ tiếng Hoa bị thất lạc tại hải ngoại lên đến hơn 3 triệu cuốn. Vấn nạn sách cổ thất lạc tứ tán khắp nơi, không những gây ảnh hưởng đến quá trình nghiên cứu học thuật, mà còn tổn hại nặng nề đến niềm tự hào dân tộc. Điển hình là sự kiện nhà thám hiểm người Anh Marc Aurel Stein lấy đi lượng lớn sách cổ ở Đôn Hoàng, trong thời gian ông thám hiểm khu vực Trung Á từ năm 1920 đến những năm 30. Điều này dẫn đến việc những người đầu tiên thành công nghiên cứu về Đôn Hoàng học không phải là học giả Trung Quốc, mà lại là các nhà Hán học ở Châu Âu, khiến cho học giả Chen Yinke (Trần Dần Khác) phải cay đắng thốt lên "Đôn Hoàng ở Trung Quốc, nhưng Đôn Hoàng học lại ở hải ngoại".

Như lời bà Tseng Shu-hsien từng nói, một trong những lý do giúp Thư viện Quốc Gia trở thành đơn vị trọng điểm trao đổi thư tịch trên trường quốc tế khi ấy, là nhờ vào “kho sách cổ đồ sộ mà Thư viện Quốc Gia sưu tầm được". Kho sách cổ này mang ý nghĩa lịch sử to lớn, chúng đã cùng với chính phủ Trung Hoa Dân Quốc trải qua cuộc hành trình dài di chuyển từ Nam Kinh đến Trùng Khánh, Thành Đô, và cuối cùng là đặt chân lên mảnh đất Đài Loan này. Bà Tang Shen Jung (Đường Thân Dung) - Thư ký giám đốc Thư viện Quốc Gia nói rằng: "Các bậc tiền bối làm trong Thư viện từng kể lại quá trình tham gia vận chuyển sách thời bấy giờ, vô cùng gian nan và nguy hiểm. Không quá khi nói rằng những quyển sách này được đánh đổi bằng cả tính mạng của họ"

 

Nhận được bản quyền kỹ thuật số của 80 thư viện trên toàn cầu

Thư viện Quốc Gia đã thành lập một tổ công tác liên ban ngành tại thư viện, nhằm hỗ trợ các đơn vị nội bộ gồm đơn vị phát triển sưu tầm, quản lý đầu sách, quản lý các loại ấn phẩm sưu tầm đặc biệt, khai thác phát triển hệ thống kỹ thuật số, hợp tác quốc tế và trung tâm Hán học ,v.v... Nhiệm vụ trọng yếu là tiến hành số hóa dữ liệu sách cổ và đạt được những thành công như năm 2008 tham gia vào dự án “Thư viện kỹ thuật số thế giới (WDL)”, đăng tải thành công 160 tư liệu sách cổ lên hệ thống; năm 2013 tham gia vào dự án “Đôn Hoàng quốc tế (IDP)”, đăng tải thành công 141 tư liệu và hình ảnh về Đôn Hoàng. Thư viện Quốc Gia vinh dự là đơn vị duy nhất của Đài Loan được tham dự vào hai dự án mang tầm quốc tế này.

Bên cạnh việc tham gia các dự án quốc tế, Thư viện Quốc Gia cũng nhận được bản quyền kỹ thuật số của 80 thư viện trên toàn cầu, thu thập hơn 730 nghìn đầu sách cổ từ khắp nơi trên thế giới.

Có lẽ trong tương lai không xa, sẽ hiện thực hóa lời tiên tri của học giả Qian Mu (Tiền Mục) viết trong tác phẩm "Các bài luận về lịch sử văn hóa" rằng: "trong tương lai nền văn hóa mới của nhân loại… sẽ được sinh ra trong quá trình giao lưu văn hóa giữa phương Đông và phương Tây".

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!